Connect with us

บทความ

“ศาสตร์พระราชา”เอาชนะทุกวิกฤตเศรษฐกิจ

Published

on

ในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นยุคของทุนนิยมขนานแท้ และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งระบบทุนนิยมทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพากันและกัน หรือจะเรียกว่าภาวะอิงอาศัยกันก็ย่อมได้ โดยระบบดังกล่าวมีเงินเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายความเจริญ และความสะดวกสบายต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ว่าคนในสมัยนี้มักจะไม่ทำอะไรบางอย่างด้วยตนเอง และใช้เงินจ้างให้คนอื่นมาทำสิ่งนั้นแทนที่ตนเอง

ขณะเดียวกัน เมื่อเราพึ่งพาเงินให้มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตเป็นสำคัญ นั่นก็เท่ากับว่าเราได้ตกเข้าสู่ระบบทุนนิยม หรือ มันนี่เกม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากการครอบครองเงินของเรายังต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยง เช่น เงินเฟ้อ, เงินฝืด เป็นต้น และเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจย่อมส่งผลกระทบกับเราด้วยเช่นกัน ซึ่งความรุนแรงก็มากน้อยแตกต่างแต่ละบุคคลไป ขึ้นอยู่ว่าใครจะมีภูมิคุ้มกันมากกว่ากัน

จะเห็นได้จากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง การระบาดดังกล่าวทำให้หลายต่อหลายคนต้องเดือดร้อนเพราะตกงาน และขาดรายได้ คนที่มีเงินมากหน่อยก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก เนื่องจากมีเงินสำรองในการใช้จ่ายสำหรับช่วงวิกฤต

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สิ่งที่ไม่คาดฝันอาจจะตามมาด้วยเช่นกัน เช่น ภาวะการกักตุนสินค้า นำไปสู่การขาดแคลนสินค้า ซึ่งการที่มีเงินสะสมไว้จำนวนมากก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราฝ่าวิกฤตไปได้ เพราะไม่มีสินค้าให้เราซื้อ เมื่อเกิดเหตุเช่นนั้นเงินอาจจะกลายเป็นแค่เศษกระดาษใบหนึ่งที่ไม่มีความหมายไปเลยก็ได้ เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา นั่นเอง

Advertisement

และถ้าถามว่าเราจะเอาชนะระบบทุนนิยม ที่ต้องพึ่งพาคนอื่นได้อย่างไรละ…. ? คำตอบมันก็ยังพอมีนะ เพราะบนโลกใบนี้ยังมีทฤษฎีที่ทำให้เรา ๆ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นหรือใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินในใช้ชีวิตประจำวันเลย ซึ่งทฤษฎีนั้นก็คือ “ศาสตร์พระราชา”ของในหลวงรัชกาลที่ ๙  นั่นเอง

สำหรับทฤษฎีที่จะขอยกมาพูดถึงในครั้งนี้คือการทำ”เกษตรทฤษฎีใหม่”ในกรอบแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ซึ่งวางแนวทางไว้ให้ชาวไทยได้ปฏิบัติตามแล้ว โดยการแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

  1. นาข้าว ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อให้เพียงพอกับการบริโภคในครอบครัว
  2. พืชผสมผสาน ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น, สมุนไพร และผักผลไม้ เพื่อใช้ประกอบอาหารประจำวัน ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ
  3. แหล่งน้ำ ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อให้ใช้พอกับการเพาะปลูกตลอดปี และใช้เลี้ยงปลารวมถึงปลูกพืชน้ำ พืชริมสระ โดยพระราชทานแนวทางการคำนวณว่าต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ
  4. ที่อยู่ และอื่นๆ เช่น ลานตาก,โรงเรือน, ถนน และกองปุ๋ยหมัก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ตามหลัก “เกษตรทฤษฎีใหม่” ขั้นต้น การจัดแบ่งที่ดินเป็นตามอัตราส่วนร้อยละ 30:30:30:10 ตามลำดับ โดยที่ดินเพียง 1 ไร่ ก็สามารถดำเนินตามทฤษฎีดังกล่าวได้

จะเห็นได้ว่า จากทฤษฎีดังกล่าว หากเราทำตามพระราชดำรัสในการจัดสรรที่ดิน เราแทบไม่ต้องใช้เงินในการใช้ชีวิตประจำวัน และไม่ต้องงพึ่งพาคนอื่นเลย เพราะในที่ดินที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน มันเพียงพอในการดำรงชีวิตในการอุปโภคและบริโภคแล้วนั่นเอง และหากเราบริโภคไม่หมด ก็ยังสามารถนำไปขายทำให้เกิดรายได้เข้ามาอีกด้วย

และเมื่อเกิดเหตุวิกฤตเช่น เศรษฐกิจพัง GDP ไม่โต หรือแม้แต่การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ เชื่อเหลือเกินว่าคนที่ใช้ชีวิตตามทฤษฎีดังกล่าวของในหลวงรัชกาลที่ ๙  คงไม่โดนผลกระทบอะไรเลยก็ว่าได้ เพราะคนเหล่านั้นมีทั้งข้าว พืช ผลไม้ อยู่ในที่ดินของตนเองไว้เป็นเสบียงไม่ต้องเดือดร้อนกักตุนสินค้า หรือกังวลว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะขาดตลาดเมื่อใด

Advertisement

ต้องบอกว่า ชาวไทยทั้งประเทศโชคดีมากที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นผู้วางแนวคิดในการใช้ชีวิตให้พวกเราไว้หมดแล้ว พระองค์ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจรในการที่จะพระราชทานพระราชดาริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้นจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง ดังเช่น กรณีของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ แนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงมองอย่างองค์รวมตั้งแต่การถือครองที่ดิน การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพนั่นเอง