บทความ
ถอด 3 บทเรียนการเงิน ที่ “โควิด-19” ทิ้งไว้ไปใช้ต่อวิกฤติครั้งหน้า
เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อาจจะเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากต้องมีการจัดการวางแผนที่ดี ประกอบกับระบบการศึกษาไทยก็ไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องการเงินโดยเฉพาะ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้ด้วยกันทั้งนั้น พอพูดถึงเรื่องการจัดระเบียบทางการเงิน หรือการวางแผนทางการเงินจึงดูเหมือนเป็นเรื่องยากและไกลตัวใครต่อใครหลายคน
โดย : จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ
กระทั่ง การมาของไวรัสโควิด-19 เมื่อช่วงปลายปี 2562 และมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในเชิงลบเมื่อช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้มีผู้คนตกงานเป็นจำนวนมาก ขณะที่บางคนที่มีงานทำก็มีอันต้องโดนลดเงินเดือนกันหลายคนตามภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายขององค์กรให้ยังหยัดยืนท่ามกลางพายุที่ซัดเข้ามาอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนอดอยาก ชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรายได้หายไป แต่รายจ่ายยังคงที่จนหลายคนถึงกับคิดสั้นปิลิดชีพตัวเองทิ้ง เพื่อหนีปัญหาตามรายงานข่าวที่เรา ๆ ได้เห็นมาในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าสถาบันการเงินจะมีมาตรการช่วยเหลือด้านการพักชำระหนี้ก็ตาม
แต่ในภาวะวิกฤติ เช่นนี้จะเห็นว่ามีคนจำนวนอีกไม่น้อยที่ยังสามารถใช้ชีวิตในช่วงวิกฤติได้อย่างไม่เดือดร้อนมากนัก เมื่อลงลึกในรายระเอียดจะพบว่าคนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นคนที่มีวินัยการเงินที่ดี และรู้จักการวางแผนทางการเงินจึงทำให้ฐานะการเงินของตนเองยังพอมีสภาพคล่องในภาวะวิกฤติ ดังนั้นเราจะมาถอดบทเรียนกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ว่าได้ให้บทเรียนทางการเงินกับเราอย่างไร และเราควรมีมาตรการรับมือกับวิกฤติการเงินที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร
1. ไม่ควรมีรายได้ทางเดียว
การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ควรมีรายได้ทางเดียว จะเห็นได้ว่าวิกฤติครั้งนี้ส่งผลให้พนักงานจำนวนไม่น้อยถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้องค์กร รวมถึงเหล่าพ่อค้าแม่ค้าลูกจ้างรายวันที่โดนผลกระทบจากการสั่งปิดกิจการ จึงขาดรายได้ นั่นทำให้เห็นว่าเราไม่ควรจะมีรายได้เป็นเงินเดือน หรือค่าจ้างรายวันทางเดียวเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นช่วงวิกฤติครั้งนี้จึงให้บทเรียนว่าเราควรหารายได้มากกว่าหนึ่งทางนั่นเอง ซึ่งถ้าเรามีรายได้มากกว่าหนึ่งทางจะยิ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ดี และจะดียิ่งขึ้นถ้าเป็นรายได้ที่มาจากงานคนละประเภท เช่น เราทำงานประจำเป็นพนักงานออฟฟิศ แต่รายได้อีกทางของเรามาจากการรับจ้างตัดผมแบบเดลิเวอรี่ จะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีเพราะเป็นงานคนละประเภทกันโดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกันวิกฤติเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ผ่านมา (ไม่นับไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเป็นโรคระบาด ไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นจากภาคการเงินเหมือนวิกฤติอื่น ๆ ในอดีต)มักกระทบการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอุตสาหกรรมการจ้างงานจึงได้รับผลกระทบรายแรก ๆ เสมอ
2. ควรมีเงินเก็บสำหรับใช้อย่างน้อย 6 เดือน
การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าเราควรมีเงินเก็บที่เป็นเงินเย็นสำรองไว้ใช้ในกรณีตกงานได้อย่างน้อย 6 เดือน การสะสมเงินสำรองไว้ใช้ได้นานถึง 6 เดือนเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นมากด้วย เพราะพฤติกรรมนี้จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไม่กดดันทางการเงินมากนัก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่สามารถโดนปลดออกจากงานได้ทุกเมื่อ จากแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนคนที่กำลังจะมาถึงในไม่ใช้ รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนการระบาดไวรัสโควิด-19
ดังนั้นเมื่อการระบาดของโรคดังกล่าวจบลง เราก็ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นอีเวนต์ต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคการจ้างงานอย่างแน่นอน ดังนั้นการสำรองเงินไว้ใช้ได้นาน 6 เดือนจึงเป็นการวางแผนที่ดี เพราะถ้าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น อย่างน้อยเราก็ยังพอมีเวลามาตั้งสติได้นานว่าจะประกอบอาชีพอะไรต่อไป ไม่ต้องรีบเร่งจนเลือกทางเลือกผิดทางจากปัจจัยเงินในกระเป๋าร่อยหรอนั่นเอง
3. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าเราควรตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยออกไป หากเดินเข้าไปคุ้ยตามบ้านของแต่ละคน คงจะพบสิ่งของที่ไม่จำเป็นถูกวางทิ้งเอาไว้โดยไม่มีประโยชน์การใช้งานไม่มากก็น้อย ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนมักใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าที่ไม่จำเป็นโดยไม่ได้คิดนำเงินส่วนนั้นเก็บออม หรือนำไปลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ดีในอนาคต (ปี 2562 ประชากร Gen Y ในไทยเป็นหนี้เสียรวมกัน 15 ล้านล้านบาท ข้อมูลจาก TMB Analytics) แต่การมาของไวรัสโควิด-19 ทำให้เห็นว่าการจับจ่ายในประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย หลายคนเริ่มมีบทเรียนมากขึ้นที่จะไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย และคิดจะตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไปเพื่อนำเงินไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์กับชีวิตมากกว่า
และทั้งหมดนี้คือบทเรียนทางการเงินที่เกิดจากวิกฤติโควิด-19 โดย Brickinfo รวบรวมเอามาเผยแพร่เพื่อต้องการให้หลาย ๆ คน เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินให้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น เพื่อสามารถรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยตนเอง โดยไม่ต้องหวังพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น
