ข่าว
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวจากโอเปก ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่านที่ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) หรือ UAE ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียและสงครามกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยการตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันจะยังคงมีอุปสรรคจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งพลังงานออกสู่ตลาดโลกก็ตาม
การถอนตัวของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่ม โอเปก (OPEC) เนื่องจากประเทศนี้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรักเท่านั้น โดยทางสำนักข่าวของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบุว่า “ภายหลังการถอนตัว UAE จะยังคงดำเนินการอย่างรับผิดชอบ โดยจะนำกำลังการผลิตส่วนเพิ่มเข้าสู่ตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการวัดผลอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและสภาวะของตลาดน้ำมัน” ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เข้าร่วมกลุ่มมาตั้งแต่ปี 1967 ก่อนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะรวมตัวเป็นรัฐอธิปไตยในปี 1971
แถลงการณ์จากรัฐบาลยังระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้นจากการหยุดชะงักใน อ่าวอาหรับ (Arabian Gulf) และ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ส่งผลต่อกลไกอุปทาน แต่แนวโน้มพื้นฐานยังคงบ่งชี้ถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของความต้องการพลังงานทั่วโลกในระยะกลางถึงระยะยาว ทางด้าน จอร์จ เลออน (Jorge Leon) นักวิเคราะห์พลังงานจาก ริสตัด เอนเนอร์จี (Rystad Energy) ให้ความเห็นว่า “การถอนตัวของ UAE เป็นการขยับตัวครั้งสำคัญ แม้ผลกระทบระยะสั้นอาจยังไม่ชัดเจนเพราะปัญหาที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้โครงสร้างของ OPEC อ่อนแอลง”
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน หลังจากที่การเจรจาสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว ส่วนน้ำมันดิบ เบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีกในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินพุ่งแตะ 4.18 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีนี้
วิกฤตการณ์ในภูมิภาคยังส่งผลให้บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) และ ซิตี้แบงก์ (Citi) ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้น โดย Citi ประเมินว่าน้ำมันดิบ เบรนท์ (Brent) อาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหายไปกว่า 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากผลของสงคราม นอกจากนี้ สงครามยังได้ตัดขาดอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับลดเที่ยวบินเนื่องจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
