Connect with us

ข่าว

ตำรวจโชว์หลักฐานคลิปเสียง แฉขบวนการแทรกแซงคดีสินบนทอง 246 ล้าน สั่งฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก

Published

on

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 ล้าน แฉคลิปเสียงขบวนการสร้างพยานเท็จและเฟคนิวส์กดดันเจ้าหน้าที่

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงความคืบหน้าคดีสินบนทองคำมูลค่า 246 ล้านบาท โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย ซึ่งรวมถึง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. พร้อมเปิดคลิปเสียงความยาวกว่า 1 ชั่วโมง แฉพฤติการณ์ความพยายามในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทั้งการสร้างพยานเท็จ การใช้เพจอวตารปั่นกระแสเฟคนิวส์เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ และการอ้างบารมีเพื่อต่อสู้คดีด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่หวั่นไหวต่อการถูกฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะพนักงานสอบสวน ได้แถลงความชัดเจนภายหลังส่งสำนวนให้อัยการ โดยระบุว่าพยานหลักฐานทั้งบุคคล เอกสาร และวัตถุพยาน มีความเพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล , นายสมบัติ, นายสรพงษ์ และนายสุรสิทธิ์ ในข้อหาร่วมกันติดสินบน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีก 1 รายคือนายสามารถ พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างโปร่งใสตามคำสั่งมอบหมายจาก ป.ป.ช.

ไฮไลต์สำคัญของการแถลงข่าวคือการเปิดคลิปเสียงที่เป็นพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งปรากฏเสียงสนทนาของตัวละคร 3 ราย เกี่ยวกับการวางแผนใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ข่มขู่อ้างตัวเป็นผู้มีบารมี และการซักซ้อมพยานที่เป็นคนนอกให้มาให้การเท็จ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง “ดีลลับฟอกเงิน” และตัวเลข 14,000 กับ 500 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า “คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐาน และได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งเฟคนิวส์และเพจอวตารที่ไม่ให้กระทบต่อผู้บริสุทธิ์และกระบวนการยุติธรรม เราเดินตามพยานหลักฐาน ไม่ได้เดินตามกระแสโซเชียล”

ทางด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (Central Investigation Bureau) ได้กล่าวถึงกรณีที่ถูกทนายความของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทว่า เป็นแผนการ “ฟ้องปิดปาก” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดความเกรงกลัว โดยระบุว่า “พวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะกระบวนการทางกฎหมายเราทำมาถูกต้องชอบธรรม หากกลุ่มคนพวกนี้ในวันข้างหน้าได้มาดูแลประชาชนจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ก็ดูสิ่งที่เกิดขึ้น” พร้อมย้ำว่าทีมงานทำงานด้วยความสุจริตและพร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล

Advertisement

สำหรับความคืบหน้ากรณีของผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์กรอิสระ พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปยังรัฐสภาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ และประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนแล้ว ส่วนประเด็นการแทรกแซงพยานหลักฐาน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ทิ้งท้ายว่าหากพบพฤติการณ์ยุ่งเหยิงกับพยานในอนาคต พนักงานสอบสวนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม

Continue Reading
Advertisement