ข่าว
เอ็มจี เปิดตัว NEW MG IM6 เริ่มต้น 1.39 ล้าน พร้อมเปิดกลยุทธ์ ปี 68 ตั้งเป้าสู่ท็อป 5 ในทศวรรษที่ 2
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่ “ท็อป 5” ในตลาดยานยนต์ไทยภายในทศวรรษที่ 2 พร้อมเปิดตัว NEW MG IM6 รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็วที่สุดในประเทศไทย และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน
NEW MG IM6 โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรูและหลักอากาศพลศาสตร์ที่ลงตัว พร้อมภายในที่เน้นความสะดวกสบายด้วยเบาะ POPO Sofa และหน้าจออัจฉริยะระบบสัมผัส 2 จอขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น แชสซีดิจิทัลอัจฉริยะ IM Digital Chassis, ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA
เปิดราคา NEW MG IM6
- NEW MG IM6 (Premium 2WD) 1,399,900 บาท
- NEW MG IM6 (Performance AWD) 1,799,900 บาท

มร. ซู๋ว หยิ่น (Mr. Xu Yin) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ 11 ของ MG ในประเทศไทย แม้ว่าความท้าทายทั่วโลกจะเกิดขึ้นทั้งในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาป แต่ส่วนตัวเชื่อว่า MG จะสามารถประกอบธุรกิจและดำเนินกิจการในประเทศไทยได้อย่างมั่นคง ปัจจุบันเรามียอดขายสะสม 220,000 คัน และมีการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตและประกอบในไทยไปยังภูมิภาคต่างๆกว่า 32,000 คันแล้ว ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ระบุว่าบริษัทเชื่อมั่นในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน และเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการเติบโตในระยะยาวได้
เอ็มจี ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งทางการตลาด 5% ในปีนี้ และมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่และรถไฮบริดเพิ่มเติมภายในปี 2026 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยจะเน้นการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกภายใต้แนวคิด “Global Quality, Local Relevance”

ปี 2025 MG มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลักได้แก่
1. การตอกย้ำความเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
เอ็มจี มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและคุ้มค่า โดยภายในปี 2026 เอ็มจี เตรียมขยายไลน์อัพรถไฟฟ้าใหม่ ทั้ง SUV และ MPV
นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มอบการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์สำคัญของแบรนด์ เพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับความทนทานของระบบไฟฟ้าและเพิ่มมูลค่าให้กับรถมือสอง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการยกระดับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อให้พร้อมต่อการขยายตัวในการใช้รถอีวี
2. การพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์การขับขี่
เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดภายใต้แนวคิด “Global Quality, Local Relevance” ด้วยการนำเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันที่ 2 จาก SAIC MOTOR CORPORATION มาชูจุดเด่นด้านสมรรถนะที่ดีขึ้น การประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า และการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมคงความคุ้มค่าในการใช้งาน พร้อมกันนี้ เอ็มจี ยังเตรียมขยายไลน์อัพรถยนต์ไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ภายในปี 2026 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชาวไทยทั้งในกลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่มองหาความประหยัดเป็นหลัก
3. สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในทุกด้าน
สำหรับ เอ็มจี เรามุ่งมั่นยกระดับบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนา E-Workshop ระบบบริการดิจิทัล ที่ให้ลูกค้าติดตามงานซ่อมได้แบบเรียลไทม์ สะดวก และมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าอัตราการจัดหาอะไหล่ 99% เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอย พร้อมเสริมด้วยบริการ ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และการดูแลแบบใส่ใจรายบุคคล เพราะที่ เอ็มจี เราเชื่อว่า ลูกค้าทุกคนคือคนสำคัญ และเราพร้อมดูแลตลอดการเดินทาง
4. การขับเคลื่อนแบรนด์สู่ความยั่งยืน พร้อมเคียงข้างสังคมไทย
ในปีนี้ เอ็มจี จะยังคงเดินหน้าพันธกิจนำแบรนด์สู่ความยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทั้งลูกค้าพาร์ทเนอร์ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรและสังคมไปพร้อมกัน ทั้งยังสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมและมุ่งถ่ายทอดทักษะด้านนวัตกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยี NEV ด้วยเผยการขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะในอนาคตและสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ
เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคมไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 5% ในปีนี้ เพื่อผลักดันสู่เป้าหมายการเป็นแบรนด์ “ท็อป 5” ในทศวรรษที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
