บทความ
ทำไมตัวละครสายบู๊ถึงมักใส่ “นาฬิกาข้อมือ” กลับด้าน?
โดยปกติแล้ว เรามักจะเห็นหลาย ๆ คน มักสวม “นาฬิกาข้อมือ” ให้ตัวเรือนอยู่ที่หลังข้อมือกัน ซึ่งแน่นอนล่ะ มันเป็นวิธีใส่แบบพิมพ์นิยมที่คนเขาใส่กันมานานแล้วโดยเฉพาะผู้ชายทั้งหลาย ในขณะที่ผู้หญิงมักใส่แบบเอาตัวเรือนไปไว้ที่ข้อมือด้านใน แต่ในปัจจุบัน เรามักจะเห็นกันว่า แม้แต่ผู้ชายแมน ๆ เขาก็ใส่นาฬิกากลับด้าน หมุนเอาตัวเรือนเข้าไปไว้ข้างในเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพระเอกนักฆ่าอย่าง John Wick, ในเกมแนว Tactical Shooting อย่าง Call of Duty หรือแม้แต่ในเกมผจญภัยในโลกหลังสงครามนิวเคลียร์อย่าง Metro 2033 ไปจนถึงภาพของหน่วยรบพิเศษต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ นั่นทำให้ภาพของการใส่นาฬิกาแบบนี้ ที่เมื่อก่อนผมเคยมองว่าเป็นการใส่แบบผู้หญิงมันดูแมนขึ้นมาทันที และผมก็สวมอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
แต่รู้หรือไม่ การใส่นาฬิกาข้อมือแบบนี้นี้มันไม่ได้เพิ่งมามี เพราะมันฮิตใส่กันแบบนี้มาตั้งแต่ยุคนู้นแล้วด้วย! และเราจะมาดูกันว่า “ทำไม” ตัวละครสายบู๊ และหน่วยรบพิเศษในหนังและวิดีโอเกม ถึงต้องใส่ให้กลับด้านกันนะ?
กำเนิดแฟชั่น “นาฬิกาข้อมือ” กลับด้าน

ย้อนกลับไปในอดีต ช่วงต้นศตวรรษที่ 1500 “นาฬิกา” ที่เราใช้พกไปข้างนอกบ้าน ก็มักจะเป็นนาฬิกาพกพา อันที่เป็นเรือนกลม ๆ ขนาดพอใส่กระเป๋าได้ และมีโซ่ไว้คล้องนั่นแหละ ในขณะที่นาฬิกาข้อมือหรือที่สมัยนั้นถูกเรียกว่า “นาฬิกาสร้อยข้อมือ” (Bracelet Watches) มักถูกสวมใส่โดยผู้หญิงเท่านั้น และกว่าจะมีนาฬิกาข้อมือที่ทำมาเพื่อผู้ชาย ก็ปาไปศตวรรษที่ 19 กันเลย
จุดกำเนิดของนาฬิกาข้อมือผู้ชายนั้น มีค่อนข้างหลากหลาย
แต่จุดร่วมที่มีเหมือนกันก็คือ “มันเริ่มต้นมาจากการทหารและสงคราม”
ดังนั้นจะขอยกอันที่น่าจะมีหลักฐานอ้างอิงตรงกันมาเล่าให้ฟัง

เมื่อราว ๆ ปี 1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 หน่วยทหารปืนใหญ่พบว่าการใช้นาฬิกาพก เพื่อจับเวลาการโจมตีด้วยปืนใหญ่, ให้สัญญาณกองทหารราบบุกโจมตี, รับสายโทรศัพท์ ไปพร้อม ๆ กับการใช้อาวุธ เป็นอะไรที่ยุ่งยากเชี่ย ๆ เพราะเมื่อต้องล้วงนาฬิกามาดูเวลา เท่ากับว่ามือเราหายไปแล้วข้างนึง เลยมีทหารบางคนที่เคยทำงานกับบริษัทเครื่องเพชร ปิ๊งไอเดียเชื่อมลวดโลหะกับเรือนนาฬิกา แล้วตัดหนังมาทำสายรัดตัวเรือน กลายเป็นนาฬิกาทหารประดิษฐ์ หรือ “Trench Wrist Watch” ขึ้นมา และมีการพัฒนาให้มีตะแกรง เพื่อป้องกันเศษกระสุนและการกระแทก ที่เกิดจากการสู้รบในสงครามสนามเพลาะ
ไม่ใช่แค่ในสงครามสนามเพลาะเท่านั้น แม้แต่ระดับนายทหารเอง นาฬิกาข้อมือก็ยังมีความจำเป็นเหมือนกัน เพราะการที่มือกำลังคุมบังเหียนควบม้าอยู่ แล้วล้วงกระเป๋าเข้า ๆ ออก ๆ เพื่อเอานาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลา มันไม่สะดวกโคตร ๆ นั่นเลยทำให้ความจำเป็นของนาฬิกาข้อมือในกองทัพนั้นมีมากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้ว การสวมใส่แบบเอาตัวเรือนไปไว้ที่ข้อมือด้านใน มันเป็นวิธีสวมแบบแรก ๆ เลย ซึ่งมันเคยเป็นที่นิยมอยู่ราว ๆ ปี 1940 – 1960 เพื่อป้องกันน้ำ, สิ่งสกปรก และแสงแดด ไปสร้างความเสียหาย และส่งผลต่อความแม่นยำในการบอกเวลา เพราะนอกจากจะประกอบขึ้นจากกลไกที่ซับซ้อนแล้ว สมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีซีลกันน้ำ หรือเฟรมกันกระแทกแบบ G-Shock ที่เราใส่กันทุกวันนี้ เลยทำให้มันเป็นอุปกรณ์ที่บอบบางเอามาก ๆ
จนมาถึงช่วงเวลาหนึ่ง เทรนด์การสวมนาฬิกาของผู้ชายก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นการสวมให้หน้าปัดไว้ข้างนอกจนเป็นสไตล์สามัญไปโดยปริยาย จากความสบายในการสวมใส่ เพราะตัวเรือนจะไม่ไปกดทับเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ข้อมือ และง่ายต่อการมองเห็น โดยเฉพาะกับคนที่ทำงานบริษัทหรือพวกผู้บริหารต่าง ๆ ที่ไม่ได้ลุยเละขนาดนั้น ในขณะที่การสวมแบบหันเข้าข้างในเป็นที่นิยมในกลุ่มแรงงาน ถึงขนาดในช่วงปี 1960 มันถูกใช้ในการแยกตัวชนชั้นแรงงานและพนักงานบริษัทกันได้เลย
การสวมนาฬิกาข้อมือ แบบ Tactical

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ การสวมนาฬิกาข้อมือแบบหันหน้าปัดเข้าของผู้ชายมันก็ไม่ได้หายไปไหน มันก็ยังวนเวียนอยู่กับคนในแวดวงทหารอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะหน่วยรบพิเศษ นอกจากการป้องกันสิ่งสกปรกและการกระแทกที่หน้าปัดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของความได้เปรียบทางยุทธวิธี
อย่างแรก… เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทางทหารนั้น จะต้องใช้สองมือคอยประคองและควบคุมอาวุธปืนให้ดีเพื่อความแม่นยำ แต่การที่จะต้องพลิกข้อมือเพื่อตรวจสอบหรือบริหารเวลานั้น มันจะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้อาวุธลดลง และถูกเบี่ยงเบนความสนใจออกจากหน้าที่ได้ การเอาหน้าปัดหันเข้ามาด้านในข้อมือมันจะทำให้ดูเวลาได้ง่ายขึ้น เพราะแค่เหลือบตาก็เห็นแล้ว และช่วยคงสมาธิให้จดจ่อกับภารกิจได้ดีเหมือนเดิม
ต่อมาก็คือในเรื่องของการอำพรางตำแหน่ง เพราะหน้าปัดนาฬิกามันเป็นกระจกใส เมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่กลางแจ้ง แสงแดดที่สะท้อนมันจะกลายเป็นตัวบอกตำแหน่ง เหมือนกับแสงสะท้อนจากหน้ากล้องเล็งของไรเฟิลซุ่มยิงเลย และถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเราอยู่ไหน ก็เตรียมบันเทิงกันได้เลย… ดังนั้นการเอาหน้าปัดวิ้งวับพวกนี้ไว้ข้างใน มันจะช่วยอำพรางตำแหน่งได้

ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้น การสวมนาฬิกาไว้ข้างในข้อมือยังเป็นที่นิยมกับอาชีพที่ต้องโฟกัสกับงาน อย่างช่างเครื่อง, วิศวกร และพยาบาล เพราะจะช่วยให้ดูเวลาได้ง่ายโดยไม่รบกวนการทำงาน แถมยังดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้แสดงทางทางเหมือนกำลังดูถูกคนอื่นในวงสนทนาหรือที่ประชุมโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะการพลิกข้อมือมาดูเวลาในขณะที่คนอื่นกำลังพูด มันเป็นการแสดงออกว่าคุณไม่ได้ให้ความสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด หรืออยากจะออกไปจากตรงนี้เต็มแก่แล้วนั่นเอง แต่ถ้าเราหันหน้าปัดไว้ข้างใน ก็จะดูเวลาได้แบบเนียน ๆ แม้จะวางแขนไว้บนโต๊ะอยู่ก็ตาม อย่าง “นเรนทระ โมที” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ของอินเดีย ก็ใส่นาฬิกาไว้ข้อมือด้านในด้วยเหตุผลที่ว่ามา
แต่ไม่ว่าคุณจะสวมนาฬิกายังไง มันไม่ได้ตัดสินว่าผู้ใส่จะเป็นอะไรแบบไหน ไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นเพศกำเนิดหรือเพศสภาพอะไร เพราะถือว่าเป็นเรื่องของรสนิยมและความถนัดของบุคคล หรือให้พูดง่าย ๆ คือ… “ก็ตูสะดวกแบบนี้”
ไม่ใช่แบบ “โคนัน” ที่ขี้เอ๊ะเบอร์หนักขนาดไปจับผิดคนเรื่องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงจากวิธีสวมนาฬิกา ซึ่งยังดีที่บทเขาวางบทว่าคนร้ายเป็นผู้หญิงปลอมเป็นชายจริง ไม่งั้นล่ะหน้าแตกแน่นอน!
ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace
