Connect with us

การเมือง

รองโฆษกรัฐบาลชี้ข้ออ้าง “บริจาค 1.8 ล้านครั้งเสี่ยงจำคุก 9 ล้านปี” เป็นข่าวบิดเบือน

Published

on

รัฐบาลเตรียมเชื่อมรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กำหนดค่าโดยสารสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว และตั้งเป้าเริ่มบริการ 1 มกราคม 2570

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ข้อความที่แชร์ทางสื่อออนไลน์ว่า หากมีการบริจาค 1.8 ล้านครั้ง จะนับเป็นความผิดฉ้อโกงประชาชน 1.8 ล้านกระทง และอาจมีโทษจำคุกถึง 9 ล้านปี เป็นข่าวบิดเบือน การนับกระทงความผิดต้องพิจารณาพฤติการณ์ของคดี ขณะที่กรณีความผิดหลายกรรมซึ่งกระทงที่หนักที่สุดมีโทษจำคุกสูงสุดเกิน 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี โทษจำคุกรวมต้องไม่เกิน 20 ปี

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นางสาวพลอยทะเลเปิดเผยว่า ข้อความดังกล่าวนำโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีของคดีฉ้อโกงประชาชนมาคิดแยกตามจำนวนครั้งที่บริจาค แต่จำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาลักษณะการหลอกลวง เจตนา วัน เวลา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน

นางสาวพลอยทะเลอธิบายว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ด้วยการแสดงข้อความเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้งแก่ประชาชน ส่วนมาตรา 91(2) กำหนดว่า หากบุคคลกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แต่เมื่อรวมโทษแล้วต้องไม่เกิน 20 ปีในกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดเกิน 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษหรือไม่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า กรณีเปิดรับบริจาคเข้ามูลนิธิหรือบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีใบอนุญาต และนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยตามรายละเอียดที่เธอให้ไว้ พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6 และ 17 กำหนดว่า การตั้งเรี่ยไรหรือเปิดรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Advertisement

นางสาวพลอยทะเลยังระบุถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 ในกรณีหลอกลวง ต้มตุ๋น หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ซึ่งเข้าข่ายข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยระบุโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นางสาวพลอยทะเลกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ พร้อมบูรณาการความร่วมมือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลการจดทะเบียนและการดำเนินกิจการของมูลนิธิ รวมถึงตรวจสอบวิธีขอรับบริจาคจากประชาชน เพื่อป้องกันการตั้งมูลนิธิบังหน้าหรือการนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำผิดวัตถุประสงค์ที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนหรือฟอกเงิน จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เธอกล่าวด้วยว่า การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิที่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนกับผู้บริจาค

Advertisement
Continue Reading
Advertisement