ข่าว
AMRO คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 โต 2.4% ชี้การลงทุนเทคโนโลยีหนุน แต่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 หรือ AMRO (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office) เปิดเผยผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยเบื้องต้น โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทย จะขยายตัวที่ระดับ 2.4% ทั้งในปี 2569 และปี 2570 โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายทางการคลัง และการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี แม้เผชิญผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาพลังงานในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่ภาคธุรกิจดั้งเดิมโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญภาวะซบเซา
Allen Ng หัวหน้ากลุ่มและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO ซึ่งนำคณะเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน 2569 ระบุว่า ความท้าทายหลักในปัจจุบันคือการเชื่อมโยงกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ให้ส่งต่อไปยังการเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ของแรงงานและภาคธุรกิจในประเทศอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลประโยชน์จากการลงทุนในปัจจุบันยังไม่กระจายตัวสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากเท่าที่ควร ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.6% ในปี 2569 และชะลอลงสู่ 1.3% ในปี 2570 ตามแรงกดดันราคาพลังงานที่เริ่มคลี่คลาย
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังคงมีทิศทางโน้มไปด้านต่ำ (Downside Risks) อันเนื่องมาจากการพึ่งพาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ด้าน ทำให้มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ หากความต้องการในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีในตลาดโลกชะลอตัวลงอย่างรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง ประกอบกับความเปราะบางของรายได้ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงความผันผวนด้านการค้าและสภาพภูมิอากาศที่อาจเป็นอุปสรรคเพิ่มเติม
ด้านข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย AMRO ระบุว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ควรเตรียมปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะปานกลางเมื่อการฟื้นตัวเริ่มกระจายตัวทั่วถึง ขณะเดียวกันนโยบายการเงินและสถาบันการเงินควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เดิมควบคู่ไปกับการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ที่มีประสิทธิผล สำหรับนโยบายการคลังควรให้ความช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมายแก่กลุ่มเปราะบาง และเตรียมการจัดระเบียบการคลังในระยะปานกลางเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังขึ้นมาใหม่ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายอย่างรัดกุม
ในมิติเชิงโครงสร้าง ภาครัฐจำเป็นต้องผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการในประเทศเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังจะมาถึง ถือเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการแนวทางปฏิรูปเหล่านี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
