Connect with us

ข่าว

เร้ดแฮท เปิดตัว Red Hat AI 3.4 ยกระดับแพลตฟอร์มแบบครบวงจร รองรับระบบเอเจนต์อัตโนมัติบนไฮบริดคลาวด์

Published

on

เร้ดแฮท (Red Hat) เตรียมปล่อย Red Hat Enterprise Linux 10.2 และ 9.8 เสริมแกร่ง Hybrid Cloud ด้วยระบบ Post-Quantum Cryptography และการอัปเกรดอัตโนมัติด้วย AI

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันโอเพ่นซอร์ส ประกาศเพิ่มประสิทธิภาพครั้งสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Red Hat AI 3.4 แพลตฟอร์มรวมศูนย์ที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะ (metal-to-agent) เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาและติดตั้งใช้งานเวิร์กโฟลว์ของเอเจนต์อัตโนมัติ (agentic workflows) พร้อมขับเคลื่อนองค์กรจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตอย่างเต็มรูปแบบครอบคลุมทั่วโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ โดยคาดว่าจะพร้อมวางตลาดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

Red Hat AI 3.4 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมอบกรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับนักพัฒนาและผู้ปฏิบัติงานไอที โดยมีหัวใจสำคัญคือการให้บริการ Model-as-a-Service (MaaS) ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซการกำกับดูแลหนึ่งเดียวที่ช่วยให้นักพัฒนาเข้าถึงโมเดลที่คัดสรรมาแล้ว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถติดตามการใช้ทรัพยากรและบังคับใช้นโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนรากฐานของการอนุมานแบบกระจาย (distributed inference) สมรรถนะสูงที่ใช้พลังจาก vLLM และ llm-d เพื่อรักษาความเสถียรในการให้บริการโมเดลในทุกสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ AgentOps ที่ช่วยบริหารจัดการเอเจนต์ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาจนถึงการใช้งานจริง ผ่านระบบติดตาม ตรวจสอบสถานะ การระบุตัวตนด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัส และการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลอย่างครบวงจร

ในด้านการบริหารจัดการข้อมูล Red Hat AI 3.4 ได้นำเสนอความสามารถในการจัดการคำสั่งหรือพรอมต์ (prompt) เพื่อบูรณาการข้อมูลขององค์กรเข้ากับโมเดลและเอเจนต์ โดยขับเคลื่อนด้วย MLflow ที่รองรับการติดตามการทดลองและการบริหารจัดการชิ้นงานจากการพัฒนา ทั้งในรูปแบบ generative AI และ predictive AI ส่วนด้านความปลอดภัย แพลตฟอร์มนี้รองรับการตรวจสอบความปลอดภัยอัตโนมัติและการทดสอบเจาะระบบ (red-teaming) โดยใช้เทคโนโลยีจาก Chatterbox Labs และโปรเจกต์ Garak รวมถึงการรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจและขั้นตอนการให้เหตุผลของเอเจนต์ พร้อมผสานการระบุตัวตนด้วยการเข้ารหัส เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวด ช่วยแก้ปัญหาช่องว่างการทำงานระหว่างผู้พัฒนาและผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่มักเผชิญความเสี่ยงจากปัญหา shadow AI

คุณโจ เฟอร์นันเดส รองประธานและผู้จัดการทั่วไปหน่วยธุรกิจ AI ของ เร้ดแฮท (Red Hat) กล่าวว่า “ยุคแห่งเอเจนติก เป็นยุคที่แพลตฟอร์มของเราวิวัฒนาจากการรันแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม ไปสู่การขับเคลื่อนระบบอัจฉริยะที่ทำงานได้ด้วยตนเอง เรากำลังกำหนดมาตรฐานเปิดให้กับวิธีการที่องค์กรจะนำ AI ไปใช้งานจริง เร้ดแฮทวางรากฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงเอเจนต์ (metal-to-agent)ให้กับระบบ AI Inference, MaaS และ AgentOpsมอบความมั่นใจในเชิงปฏิบัติการที่องค์กรต้องการ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงกว้างควบคู่กับการรักษาอำนาจในการควบคุมที่เข้มงวด”

Advertisement

ขณะที่ คุณเออร์วาชิ เชาธารี รองประธานฝ่ายบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ – บริการด้าน AI ของ คอร์วีฟ (CoreWeave) เปิดเผยว่า “ความร่วมมือระหว่าง CoreWeave และ Red Hat มีพื้นฐานมาจากความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านระบบเปิดและการส่งมอบรากฐานการอนุมานผลประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้เวิร์กโหลด AI ที่ซับซ้อนที่สุดได้ เราได้ร่วมกันส่งมอบพิมพ์เขียวการปรับใช้ Red Hat AI Inference บน CoreWeave Kubernetes Service เพื่อรันชุดคำสั่งในการอนุมานผลเดียวกันได้ทั้งในระบบที่อยู่ในองค์กร (on-premise) และบนคลาวด์ ด้วยระบบควบคุมแบบ Kubernetes-nativeและประสิทธิภาพระดับใช้งานจริง (production-grade) ซึ่งช่วยให้ทีม AI ขององค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดสามารถมุ่งเน้นไปที่งานสำคัญ เช่น การสร้างและขยายการใช้ AI โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับเครื่องมือใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการใช้งาน”

นอกจากนี้ คุณจอห์น ฟาเนลลี รองประธานฝ่ายซอฟต์แวร์องค์กรของ เอ็นวีเดีย (NVIDIA) ได้กล่าวเสริมถึงทิศทางเทคโนโลยีว่า “ในยุคที่เอเจนต์ที่ทำงานอัตโนมัติต่อเนื่องยาวนานเข้ามามีบทบาทในองค์กร องค์กรจำเป็นต้องมีระบบควบคุมโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยระดับใหม่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานในวงกว้างนั้นมีความน่าเชื่อถือ Red Hat AI Factory with NVIDIA มอบรากฐานหนึ่งเดียวที่ขับเคลื่อนด้วยโอเพ่นซอร์สที่ช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายปฏิบัติการมีระบบการกำกับดูแลและมีความมั่นใจที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตในยุคแห่งเอเจนติก”

Continue Reading
Advertisement