Connect with us

การเมือง

ป้อม-ภาวุธ เตือนวิกฤต China Shock 2.0 สินค้าจีนทะลักทำลายระบบนิเวศ SME ไทย แนะรัฐ-เอกชนปรับตัวด่วน

Published

on

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกโรงเตือนภัยเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่จากภาวะ China Shock 2.0 ที่กำลังส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น และงานออกแบบ หลังพบสภาวะสินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) และถูกระบายเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้าแบบก้าวกระโดดกว่า 2 ล้านล้านบาทในปี 2568 พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าไม่ต่างจากการปล่อยปลาหมอคางดำเข้าสู่ระบบนิเวศการออกแบบของไทยที่กำลังทำให้โรงงานท้องถิ่นและองค์ความรู้ด้านงานฝีมือดั้งเดิมต้องปิดตัวลง

สถานการณ์ความน่ากลัวในปัจจุบันพบว่าสินค้าจากประเทศจีนมีราคาสูงกว่าคู่แข่งเพียงครึ่งเดียว แต่มาพร้อมกับคุณภาพที่ดี การขนส่งที่รวดเร็ว และมีเงื่อนไขการสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) ที่ต่ำมากจนสามารถสั่งผลิตเพียงชิ้นเดียวเพื่อสร้างแบรนด์ได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศของอาเซียนที่มีความเปราะบางสูงสุดร่วมกับเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่กลับมีการตอบโต้เชิงนโยบายที่ล่าช้ากว่า โดยเฉพาะช่องโหว่ทางกฎหมายภาษีและศุลกากรในพื้นที่เขตการค้าเสรีที่ทำให้สินค้าจีนไหลเข้าสู่ตลาดระดับรากหญ้าได้โดยง่าย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้ระบุถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการว่าควรใช้ “สมองและรสนิยม” ในการสู้ศึกครั้งนี้ แทนที่จะเน้นเพียงการใช้วัตถุดิบพื้นฐาน โดยเสนอโมเดลไฮบริด (Hybrid Model) ในสัดส่วน 70/30 คือการใช้ห่วงโซ่อุปทานจากจีน 70% ผสานกับอัตลักษณ์งานฝีมือไทย 30% เพื่อรักษาโรงงานในท้องถิ่นให้ยังคงมีรายได้และคงไว้ซึ่งองค์ความรู้ พร้อมย้ำว่าต้องสร้าง Un-copyable DNA ที่เน้นการขายแนวคิดและการจัดการ (Solution & Curation) มากกว่าแค่ตัวสินค้า เนื่องจากจีนอาจเลียนแบบรูปลักษณ์ได้แต่ไม่สามารถเลียนแบบความเข้าใจบริบทสังคมไทยได้

นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศมาเป็นบทเรียน ทั้งเม็กซิโกและอินโดนีเซียที่ใช้มาตรการ “ยาแรง” ผ่านการกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง 50-200% และยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าราคาต่ำจากแอปพลิเคชันออนไลน์ รวมถึงโมเดลของอิตาลีที่เน้นการใช้เทคโนโลยี AI และ 3D Prototyping เข้ามาช่วยช่างฝีมือลดต้นทุนแต่ยังคงความประณีตสูง และโมเดลของอินเดียที่ใช้โครงการ Make in India ดึงฐานการผลิตระดับโลกเข้ามาอยู่ในประเทศเพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้าเป็นผู้ผลิต

Advertisement

สำหรับการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง นายภาวุธได้เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ตั้งแต่บาทแรก และบังคับใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมหรือ มอก. กับสินค้านำเข้าทุกชิ้นให้เท่าเทียมกับโรงงานในประเทศ โดยทิ้งท้ายถึงความสำคัญของการลงมือทำทันทีว่า “ถ้าไม่เริ่มขีดเส้นทางรอดตอนนี้… พังชัวร์ครับ! ยิ่งขายยิ่งขาดทุน อยากเห็นกระทรวงพาณิชย์มารุกเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อช่วย SME ไทยและเศรษฐกิจไทยจริงๆ ครับ”


Continue Reading
Advertisement