ข่าว
กทม. ถอดบทเรียนหาดใหญ่ จำลองฉากทัศน์ฝนตกหนัก 300 มม. เร่งพัฒนาแผนอพยพรายพื้นที่รับมือน้ำท่วม
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กรุงเทพมหานคร หรือ Bangkok Metropolitan Administration (BMA) เตรียมยกระดับการรับมือวิกฤตการณ์น้ำด้วยการนำ Scenario Planning หรือการจำลองฉากทัศน์ฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขต โดยอ้างอิงบทเรียนความสำเร็จและข้อผิดพลาดจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อนำมาวิเคราะห์จุดอ่อนรายพื้นที่และจัดทำเป็นแผนอพยพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกเพื่อความแม่นยำในการคาดการณ์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยในงานเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University) ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำว่า ปัจจัยเสี่ยงของกรุงเทพฯ มาจาก 3 แหล่งหลัก คือ น้ำฝน น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุน โดยในส่วนของน้ำฝนได้มุ่งเน้นระบบ “เส้นเลือดฝอย” อย่างท่อระบายน้ำและคูคลอง เพื่อลำเลียงน้ำสู่สถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากจุดเสี่ยงทั้งหมด 737 จุด ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จไปกว่า 383 จุด และกำลังเร่งรัดส่วนที่เหลือควบคู่กับการใช้ระบบเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่หรือ Mobile Pump เข้าประจำจุดวิกฤต
สำหรับการจำลองสถานการณ์ฝนตกหนัก 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงนั้น กทม. ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT (Massachusetts Institute of Technology) เพื่อนำข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่และประสิทธิภาพท่อระบายน้ำเข้าสู่โมเดลวิเคราะห์ความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่เขตดินแดง หากเกิดฝนระดับดังกล่าวจะมีน้ำรอระบายถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้เวลาจัดการประมาณ 12 ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนอพยพเพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าควรเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายไปที่ใดได้อย่างปลอดภัย
“อนาคตขึ้นอยู่กับปัจจุบัน หากเรามีการวางแผนที่ดี ระดมความรู้และเทคโนโลยีมาเตรียมพร้อม เชื่อว่าจะบรรเทาผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้” นายชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมแผนรับมือเชิงรุก นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การประปานครหลวง (MWA) เพื่อวางแผนสำรองพลังงานไฟฟ้าสำหรับสถานีสูบน้ำและการสำรองน้ำอุปโภคบริโภคให้เพียงพอหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมสูงตามที่ได้จำลองไว้
ในมิติของน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุน กทม. ได้ดำเนินการก่อสร้างคันกั้นน้ำความยาว 88 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ โดยมีความสูงเฉลี่ย 2.8 – 3.5 เมตร อย่างไรก็ตามยังคงมีจุดอ่อนหรือ “จุดฟันหลอ” อีกประมาณ 120 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ท่าเรือและแนวที่เขื่อนยังไม่สมบูรณ์ โดยเบื้องต้นได้ใช้การเรียงกระสอบทรายป้องกันชั่วคราวในช่วงวิกฤต พร้อมมองหาแนวทางการแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนในระยะยาว 20 ปีข้างหน้า โดยศึกษาแบบอย่างจากเมืองเวนิสและประเทศเนเธอร์แลนด์
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ยืนยันว่าปัญหา การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเริ่มคลี่คลายลงและหยุดตัวในภาพรวมแล้ว เนื่องจากการควบคุมการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด ทำให้อัตราการยุบตัวเหลือเพียงระดับเซนติเมตรต่อปี ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการขุดอุโมงค์ระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องบริหารจัดการร่วมกันทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลัก คือ แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลและจังหวัดปริมณฑลเนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพังได้
