ข่าว
เบื้องหลังภารกิจกู้สัญญาณสื่อสารทรู ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ 2568
สำนักข่าวบริคอินโฟ – วิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการสื่อสารที่ถูกตัดขาดในหลายพื้นที่เนื่องจากกระแสไฟฟ้าขัดข้องและระดับน้ำที่ท่วมสูง อย่างไรก็ตาม ทีมงานส่วนงานปฏิบัติการภูมิภาคของ ทรู (True) ได้ระดมกำลังลงพื้นที่ด่านหน้าเพื่อกู้คืนสัญญาณและรักษาโครงข่ายชุมสายสำคัญให้ยังคงใช้งานได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารและรับความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ท่ามกลางอุปสรรคทั้งกระแสน้ำเชี่ยวและการเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบาก
เหตุการณ์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เสกศักดิ์ ช่อปลอด หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาค (Head of Regional Operation) ของ ทรู (True) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านนานถึง 6 วัน เล่าถึงประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจำเป็นของการสื่อสารว่า ในช่วงที่ไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด การติดต่อขอความช่วยเหลือหรือแจ้งข่าวคนในครอบครัวทำไม่ได้เลย เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เขาตัดสินใจว่ายน้ำออกจากที่พักไปยังศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และพบว่าผู้ประสบภัยจำนวนมากขาดการติดต่อกับญาติเนื่องจากแบตเตอรี่หมดหรือซิมการ์ดสูญหาย

“ในฐานะที่เราเป็นพนักงาน ทรู (True) ก็คิดว่าเราน่าจะช่วยผู้ประสบภัยได้ ผมจึงประสานงานขอรับการสนับสนุนจากบริษัทเพื่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ โดยมีการนำทีมเน็ตเวิร์กเข้ามาดูแลสัญญาณ พร้อมจัดบูทให้บริการชาร์จแบตเตอรี่ ให้บริการโทรฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี และแจกซิมการ์ดทดแทน เพื่อให้ทุกคนสามารถติดต่อกับครอบครัวได้อีกครั้งในช่วงเวลาวิกฤต” เสกศักดิ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ประสบภัยสู่คนทำงานด่านหน้า
ขณะที่ภารกิจการรักษาความต่อเนื่องของสัญญาณในระดับโครงข่าย สนอง หยูมุ่ย หัวหน้าฝ่ายติดตั้งและบริหารโครงข่ายระดับภูมิภาค (Head of Regional Network Rollout and Operation) ระบุว่าปัญหาใหญ่ในช่วงน้ำท่วมสูงคือการที่ไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องตัดกระแสไฟเพื่อความปลอดภัย ทำให้ชุมสายหลักต้องสลับไปใช้เครื่องปั่นไฟสำรอง ซึ่งเผชิญกับภาวะเชื้อเพลิงใกล้หมดในวันที่ 25 พฤศจิกายน ท่ามกลางระดับน้ำที่สูงจนรถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ ทีมงานจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำน้ำมันจากเครื่องปั่นไฟสำรองตัวรองและน้ำมันที่เหลือจากรถยนต์ในพื้นที่ มาเติมให้เครื่องปั่นไฟหลักเพื่อประคองระบบให้ทำงานต่อไปได้จนกว่าจะได้รับการสนับสนุนน้ำมันจากหน่วยงานภายนอก
ด้านความเสี่ยงในการลงพื้นที่ สุวิกรม แก้วสองเมือง วิศวกรจากหน่วยงาน ไวด์ แอนด์ ไวร์เลส (Wire & Wireless) เปิดเผยข้อมูลภารกิจกู้ชุมสายใน 7 จังหวัดภาคใต้ว่า ต้องประสานงานกับหน่วยกู้ภัยและทหารมณฑลทหารบกที่ 42 เพื่อนำน้ำมันเข้าไปเติมในจุดวิกฤต เส้นทางเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางและซากรถที่จมอยู่ใต้น้ำ โดยในระหว่างการเดินทางด้วยเรือท้องแบนท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวในเวลากลางคืน ทีมงานยังได้เข้าช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ประสบภัยที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านรวมกว่า 20 ชีวิต เพื่อนำส่งศูนย์พักพิงก่อนจะเร่งเดินหน้าทำภารกิจด้านการสื่อสารต่อ
“ผมคิดแค่ว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่รอคอยความหวัง มีหลายปลายสายที่รอติดต่อใครสักคน ทีมเราเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยเชื่อมต่อความห่วงใย เมื่อกู้สัญญาณได้และเห็นประชาชนโทรไปบอกปลายสายว่า ‘ปลอดภัยแล้วนะ’ นั่นคือจุดที่ทำให้ทีมงานทุกคนหายเหนื่อย” สุวิกรม ระบุ ทิ้งท้ายถึงความสำเร็จของภารกิจที่ได้รับรางวัลจากโครงการซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 5 ในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่เสี่ยงภัยเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
