Connect with us

ข่าว

Nano-Micro Influencer คือผู้ชนะตัวจริงในตลาด Influencer Marketing ปี 2568 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 47.6%

Published

on

IdeasLabs เผย Nano & Micro Influencer คือผู้ชนะตัวจริงในตลาด Influencer Marketing ปี 2568 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 47.6% ชี้แบรนด์เปลี่ยนเกณฑ์การวัดผลจากการไลก์เป็นการโต้ตอบที่จริงใจ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ข้อมูลจาก บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) MarTech Solution สัญชาติไทย เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ตลาด Influencer Marketing ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยงบประมาณที่แบรนด์ลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตอบรับมากขึ้น ทำให้เกณฑ์การเลือก Influencer และการวัดผลแคมเปญเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นยอดผู้ติดตาม (Follower Count) และยอดไลก์ ปัจจุบันแบรนด์ให้ความสำคัญกับ “Engagement” และ “Conversion” เป็นหลัก

จากข้อมูลของ IdeasLabs พบว่า Nano Influencer และ Micro Influencer กำลังครองส่วนแบ่งตลาดอย่างแท้จริง โดย Nano Influencer มีสัดส่วนสูงถึง 47.6% และ Micro Influencer ตามมาที่ 23.9% ขณะที่ Real User มีสัดส่วน 22% ส่วน Mid-tier และ Macro Influencer รวมกันไม่ถึง 7% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่าการพึ่งพาเพียงชื่อเสียงหรือจำนวนผู้ติดตามจำนวนมาก เนื่องจากกลุ่ม Nano และ Micro Influencer มีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากกว่า ทำให้คอนเทนต์ได้รับการโต้ตอบสูง (Engagement Rate) และผู้ติดตามมีความน่าเชื่อถือในคำแนะนำของพวกเขามากกว่าโฆษณาจากดาราหรือ Macro Influencer นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า ทำให้แบรนด์สามารถทำงานกับ Nano/Micro ได้หลายรายในงบประมาณที่เท่ากับการจ้าง Macro Influencer เพียงคนเดียว

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) กล่าวว่า “แบรนด์กำลังแข่งกันที่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ธุรกิจที่ใช้ Data, Platform และ Planning อย่างครบวงจรจะได้เปรียบมากกว่าการเลือก KOLs ตามจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่แบรนด์ต้องการในวันนี้คือ Conversion และ ROI ที่จับต้องได้” นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่าคอนเทนต์ที่มาจากการรีวิวประสบการณ์ตรง การเล่าเรื่อง (Storytelling) และโปรโมชันแบบจำกัดเวลา สามารถสร้างแรงจูงใจและการโต้ตอบได้สูงกว่าคอนเทนต์โฆษณาทั่วไปเกือบ 2 เท่า

ในส่วนของแพลตฟอร์มที่มาแรง TikTok ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเกือบ 38% ตามมาด้วย Instagram 25% และ Facebook 19.5% ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาดทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอสั้นและภาพกลายเป็นเครื่องมือหลักในการสร้าง Engagement ส่วนแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Lemon8 ก็กำลังขยายตัวโดยมีส่วนแบ่ง 12.9% ขณะที่ YouTube และ X (Twitter) ยังเป็นพื้นที่เฉพาะทางที่แบรนด์ใช้สำหรับการสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

Advertisement

สำหรับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ตลาด Influencer Marketing ในไทยจะมีการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะกลุ่ม Food & Beverage และ Beauty เนื่องจากมีการเปิดตัวเมนูใหม่ โปรโมชัน และการรีวิวสินค้าที่สามารถกระตุ้นการซื้อได้ทันที ส่วนกลุ่ม Retail & Lifestyle จะได้รับอานิสงส์จากเทศกาลลดราคาและแคมเปญช้อปปิ้ง ในขณะที่กลุ่ม Beauty & Wellness จะได้แรงหนุนจากพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z ที่เชื่อถือผลลัพธ์จริงมากกว่าสื่อโฆษณา