ข่าว
มาลี กรุ๊ป เผยไตรมาส 2/68 กำไรสุทธิ 81.1 ล้านบาท โต 14.5% อานิสงส์ธุรกิจรับจ้างผลิต-น้ำมะพร้าว ‘Malee COCO’ มาแรง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้รวม 2,014.9 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 81.1 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) โดยเฉพาะยอดสั่งซื้อน้ำมะพร้าว และการเติบโตของธุรกิจสินค้าของบริษัทฯ โดยเฉพาะน้ำมะพร้าว Malee COCO ที่ได้แต่งตั้ง “จางหลิงเฮ่อ” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ส่งผลให้ยอดขายในตลาดจีนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 (เมษายน-มิถุนายน) มาลี กรุ๊ป (Malee Group) มีรายได้รวม 2,014.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% และมีกำไรสุทธิ 81.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยรายได้หลักมาจาก 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing Business: CMG) ซึ่งขยายตัวสูงจากคำสั่งซื้อเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว รวมถึงกลุ่มชาและกาแฟพร้อมดื่ม นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์นมยังมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากสินค้าใหม่
ขณะที่รายได้จากธุรกิจสินค้าของบริษัทฯ (Branded Business) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์หลักอย่างน้ำผลไม้มาลี (Malee), น้ำมะพร้าว Malee COCO, นมพร้อมดื่มฟาร์มโชคชัย และผลไม้กระป๋องมาลี ได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งมีอัตราเติบโตสูงถึง 34% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากกลยุทธ์การตลาดที่ได้แต่งตั้ง “จางหลิงเฮ่อ” (Zhang Linghe) ซูเปอร์สตาร์ชาวจีน มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ซึ่งช่วยให้ส่วนแบ่งในตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 2.7% (QoQ)
นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ สำหรับแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง บริษัทฯ จะเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมและน้ำมะพร้าว พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และมุ่งสร้างการเติบโตโดยขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจรับจ้างผลิตไปสู่สินค้าที่ครบวงจรและหลากหลายขึ้น เช่น นมจากพืช (Plant-based milk), ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (Dairy milk), ชาและกาแฟ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการผลิตและซัพพลายเชน โดยได้ปรับปรุงระบบ ERP และนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้ติดตามการทำงานของเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ รวมถึงนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบหลังบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมวางแนวทางลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
