Connect with us

ข่าว

เปิดมุมมองใหม่: “Mobility Data” ยกระดับการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมแนวคิด ส่งเสริมแบบเป็นกลุ่มจังหวัดคลัสเตอร์

Published

on

สำรวจศักยภาพของ Mobility Data ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองรอง และการป้องกัน Overtourism เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – การนำ หรือ ข้อมูลการใช้งานโทรคมนาคม มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไทย โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกวิเคราะห์อย่างละเอียดโดยไม่ระบุตัวตน เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึก (Insight) ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล และรักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน “Routes to Roots Forum” ว่า ปัจจุบันข้อมูลจำนวนมหาศาลสามารถนำมาวิเคราะห์แบบ Real-Time ได้ ซึ่ง Mobility Data ที่เพิ่งนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกกรองข้อมูลส่วนบุคคลออกทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การระบุสถานที่และช่วงเวลาที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้งาน หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการใช้งาน Data ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นข้อมูลเชิงลึกของผู้คนหมู่มาก โดยในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ฟินแลนด์ใช้ในการวางโครงข่ายคมนาคมและขนส่งสาธารณะ ขณะที่โอมานใช้ในการวางผังเมืองและจัดสรรการจราจร แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ล้าหลังกว่าประเทศอื่นในการนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้

สำหรับประเทศไทย Mobility Data สามารถตอบโจทย์การสร้างข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุน เศรษฐกิจหลักของประเทศอย่างการท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้สามารถเจาะลึกได้ถึงระดับที่ว่านักท่องเที่ยวชาติใดเดินทางมาประเทศไทยมากที่สุดในช่วงเวลาใด รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวใดได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแต่ละชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในด้าน โครงสร้างพื้นฐาน และ คมนาคม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังช่วยวิเคราะห์ความคุ้มค่าของกิจกรรมส่งเสริมการขาย และเชื่อมโยงพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น การจับคู่ระหว่าง สยามพารากอน (Siam Paragon) และ ตลาดนัดสวนจตุจักร (Chatuchak Weekend Market) ที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก

ในแง่ของการสนับสนุน เศรษฐกิจและธุรกิจท้องถิ่น Mobility Data สามารถช่วยคาดการณ์การจับจ่ายใช้สอยต่อหัวของนักท่องเที่ยว ทำให้สามารถทำการตลาดและกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement

นายเอกราชกล่าวเพิ่มเติมว่า “หลายครั้งเรามักเห็นเทรนด์ก่อนที่สิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นจริง เช่น การเตรียมความพร้อมก่อนถึงช่วง High Season ได้อย่างตรงจุด ดังนั้นการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีราคาที่เข้าถึงได้ในการนำมาวิเคราะห์ จนนำไปสู่การสร้างการเติบโต และผลักดันประเทศไทยไปสู่อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งทรูมีความตั้งใจที่จะให้ประเทศไทยไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ย้ำว่า ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มีผลต่อการนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแผนและบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการใช้ Mobility Data ซึ่งจะเป็นทางออกสำคัญสำหรับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อย่างยั่งยืน ปัจจุบันประเทศไทยมีงบประมาณด้านงานวิจัยนวัตกรรมประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ที่ 1-2% ต่อ GDP แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องอาศัยงบประมาณจากภาคเอกชนเข้ามาเติมเต็ม เพื่อให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่นำไปใช้งานได้จริง โดยการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ สกสว. ที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่ระดับโลกด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

ผศ. ดร. ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผู้ช่วยคณบดีและรองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ก่อนการแพร่ระบาดของ โควิด-19 (COVID-19) ประเทศไทยเคยเป็นตลาดท่องเที่ยวใหญ่อันดับ 4 ของโลก แต่หลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง กลับมีคู่แข่งใหม่ๆ ในภูมิภาคอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ และปัญหาสำคัญคือนักท่องเที่ยวมักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก

ดังนั้นการพัฒนา อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการนำข้อมูลต่างๆ มาส่งเสริมการท่องเที่ยวใน เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) ที่มีนักท่องเที่ยวต่ำกว่า 4,000,000 คนต่อปีก็เป็นเรื่องสำคัญ สาเหตุส่วนหนึ่งที่เมืองเหล่านี้มีนักท่องเที่ยวน้อยเนื่องจากกิจกรรมและเหตุผลที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังเมืองรองยังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเพียงพอ

Advertisement

ข้อจำกัดหนึ่งคือรัฐไม่สามารถทุ่มเงินให้กับทุกจังหวัดทุกสถานที่ได้ จึงเกิดแนวคิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ คลัสเตอร์ (Cluster) ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้นโยบายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Mobility Data จะช่วยกำหนดข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวเพื่อนำมาทำการวิจัยได้อย่างแม่นยำ เช่น การคัดกรองกลุ่มคนที่เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลออกจากสมการ หรือกลุ่มที่ขับรถผ่านจังหวัดนั้นๆ โดยไม่แวะ

จากการวิเคราะห์ Mobility Data ในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น 25 กลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่าน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้อย่างมาก เช่น กลุ่มเชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน หรือกลุ่มสุพรรณบุรี-ชัยนาท-อุทัยธานี ซึ่งการเก็บข้อมูลด้วยวิธีสำรวจแบบเดิมเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ Mobility Data ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าประเทศไทยควรส่งเสริมจุดใดเป็นพิเศษในแต่ละคลัสเตอร์ เช่น กลุ่มเชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน นักท่องเที่ยวที่มาเยือน 3 จังหวัดนี้มักจะชมเมืองเก่าวิถีล้านนา ซึ่งสามารถนำมาสร้างอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นและกำหนดเส้นทางการเดินทางได้

โดยข้อมูลยังระบุได้ถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในแต่ละคลัสเตอร์ เช่น นักท่องเที่ยวในภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อาศัยอยู่ในภาคเหนือ อายุ 61 ปีขึ้นไป สนใจศิลปะวัฒนธรรมและการใช้จ่ายในจังหวัด โดยสนามกอล์ฟเป็นจุดที่กลุ่มนี้ชื่นชอบ

ขณะที่คลัสเตอร์ภาคกลาง กลุ่มชัยนาท-สุพรรณบุรี-อุทัยธานี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อาศัยอยู่นอกพื้นที่ภาคกลาง อายุ 41 ปีขึ้นไป สนใจการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นวัดในจังหวัดนั้นๆ

ผศ. ดร. ณัฐพงศ์ สรุปว่า “ที่ผ่านมานโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยมักเป็นนโยบายเดียวบังคับใช้ทั่วประเทศ แต่จากข้อมูล Mobility Data เหล่านี้ จะเป็นชุดข้อมูลใหม่ที่ทำให้สามารถทำนโยบายที่เจาะลงไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดเพศ พฤติกรรม และช่วงเวลา”

Advertisement

นอกจากนี้ การรู้ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียดเป็นตารางกิโลเมตร จะช่วยให้ Mobility Data สามารถป้องกันปัญหา การท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถ (Overtourism) ที่จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติได้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อตารางกิโลเมตรต่อวัน หรือการเตือนภัยเมื่อพื้นที่นั้นมีนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อสามารถแยกกลุ่มนักท่องเที่ยวระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติได้ ยังนำไปสู่แนวคิดโครงการท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น การจัดทริปให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นเสมือนที่คนไทยเที่ยว (Travel like Thai do) เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนงานวิจัยภายใต้โครงการ Routes to Roots: 6 ทริป 6 เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย ได้แก่ Food Route (จันทบุรี-ตราด), Volcano Route (บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ), Flavor Route (สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์), Lanna Culture Route (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง), Nature Route (นครศรีธรรมราช-พัทลุง), และ River Route (สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-ชัยนาท) แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่ข้อได้เปรียบของไทยคือมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคนที่ดี ทั้งอัธยาศัยและความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นไกด์ในแต่ละคลัสเตอร์

Continue Reading
Advertisement