ข่าว
สวทช. โชว์ศักยภาพ AI ในงานประชุมวิชาการประจำปี NAC2025 พร้อมเปิดตัว 5 ผลงานวิจัยเด่น
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดแสดงนิทรรศการกว่า 100 บูท ในงานประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 20 (20th NSTDA Annual Conference: NAC2025) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายด้าน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมป์จำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สวทช. มุ่งหวังให้การประชุมวิชาการ NAC2025 เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อน AI Ecosystem ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล”
“ในอดีตยุคที่ผมเรียน ข่าวใหญ่ ณ เวลานั้น คือ ปัญญาประดิษฐ์เล่นหมากรุกชนะแชมป์โลก แต่วันนี้เราได้เห็นการใช้งานที่หลากหลายมากกว่าแค่การเล่นหมากรุก ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น อยากยานยนต์ไร้คนขับ หรือ Generative AI อย่าง ChatGPT ดังนั้นปัญญาประดิษฐ์จึงนับเป็นขุมพลังหลักของประเทศ แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงในอนาคตปัญญาประดิษฐ์อาจถูกใช้ในทางที่ผิด แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าเราเองก็ต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้เท่าทันกับผู้ไม่หวังดี ซึ่งหากมองในแง่ดีก็ถือว่าเราจะสามารถทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์แพร่หลายและมีข้อมูลให้สอนมากกว่าในอดีต“
”แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่าในปัจจุบัน คือการทำอย่างไรให้เทคโนโลยีแห่งอนาคตเหล่านี้เข้าไปถึงประชาชนและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของ สวทช. และนำไปสู่หัวข้อในการประชุมวิชาการในครั้งนี้ด้วย“
ภายในงานแถลงข่าวมีการนำเสนอ 5 ผลงานวิจัยเด่น ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน วทน. ด้วย AI ได้แก่
- Pathumma LLM: โมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง โดยใช้เทคโนโลยี Multi-Modal AI ซึ่งรวม 3 ความสามารถหลัก ได้แก่ Text LLM สำหรับประมวลผลภาษาไทย, Vision LLM สำหรับวิเคราะห์และเข้าใจภาพ และ Audio LLM สำหรับจดจำและตอบสนองต่อเสียงภาษาไทย ระบบถูกพัฒนาแบบ Open Source เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน ขับเคลื่อนการพัฒนา AI ไทย และรองรับการใช้งานในทุกภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสังคมไทย
- Genomics Medicine: การใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้านพันธุกรรมมนุษย์ (Genomics Medicine) เพื่อยกระดับการแพทย์ไทย ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์แบบเดิมร่วมกับข้อมูลพันธุกรรม ช่วยให้แพทย์ระบุตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคได้แม่นยำ นำไปสู่การวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย
- Hydrogen Economy: สวทช. ขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนแบบองค์รวม โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการพัฒนาไฮโดรเจนชีวภาพ (Biohydrogen) และไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) จากกระบวนการทางชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในระบบเศรษฐกิจแบบ BCG ทั้งภาคพลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการพัฒนายานยนต์ไฮโดรเจน (FCEV) ที่เป็นเทคโนโลยีสะอาดช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การประยุกต์ใช้ AI เพื่อตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ: นวัตกรรมตรวจวัดไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำที่ประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ ระบบสามารถจำแนกชนิดพลาสติก (PE, PP, PET, PS และ PVC) และปริมาณได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 นาที ด้วยอุปกรณ์แบบพกพาราคาประหยัด ทำให้การติดตามตรวจสอบไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำต่างๆ มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูงขึ้น
- Gunther อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และแอปพลิเคชัน Janine: นวัตกรรมเฝ้าระวังการหกล้มและเคลื่อนไหวผิดท่าสำหรับผู้สูงอายุ ผสานการทำงานระหว่างเซนเซอร์ Gunther IMU ที่ช่วยบ่งชี้ท่าทางและการเคลื่อนไหว และแอปพลิเคชัน Janine ที่ประมวลและแสดงผลแบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ท่าทางจึงไม่ต้องตั้งโปรแกรมเฉพาะ ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลติดตามและป้องกันความเสี่ยงต่อการหกล้มและการบาดเจ็บระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า“โจทย์ของเนคเทค นับตั้งแต่ก่อตั้ง คือ การพัฒนาวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งความต้องการพัฒนาก็ไม่ได้หยุดยั้งอยู่แค่นั้น เพราะเนคเทคเอง ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนายุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติอีกด้วย“
“สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโลก เราจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในภูมิภาค ซึ่งการที่จะทำให้เป็นไปได้นั้นก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ จริยธรรม AI , โครงสร้างพื้นฐาน , การพัฒนาบุคลากร , วิจัย-นวัตกรรม และการส่งเสริมธุรกิจด้านเอไออย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ก็จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเอไอในระดับภูมิภาคได้อย่างมั่น แข็งแกร่งและเกิดความยั่งยืนได้”
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การสัมมนาวิชาการ 40 หัวข้อ การแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และกิจกรรมสำหรับเยาวชน
ยังมีกิจกรรม OPEN HOUSE จำนวน 9 เส้นทาง ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการวิจัย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ในวันที่ 26 และ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยมีเส้นทางที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มเกษตรอัจฉริยะ, กลุ่มเครื่องสำอางเพื่ออนาคต, กลุ่ม Wellness Tech เส้นทางสู่ “Thailand Health Hub” และกลุ่มอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ
รวมทั้งยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจด้าน AI และนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปและการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับ AI หนึ่งในกิจกรรมที่เยาวชนสามารถมาทดลองเล่นและเรียนรู้ได้ในงาน คือ หุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต NSTDA Micro-Mouse ที่จะช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม
