Connect with us

ข่าว

NARIT เปิดวิสัยทัศน์ 2025 ชี้ ดาราศาสตร์เปลี่ยนประเทศไทยได้ ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว

Published

on

สำนักข่าวบริคอินโฟ – NARIT ชี้ ดาราศาสตร์เปลี่ยนประเทศไทยได้! พัฒนาเทคโนโลยี-สร้างนวัตกรรมเพื่อคนไทย พร้อมเผยวิสัยทัศน์ 2025 มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านดาราศาสตร์ในระดับโลก

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยในงาน NARIT The Next Big Leap ว่า วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์สามารถเปลี่ยนประเทศได้ ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เพราะเทคโนโลยีจากดาราศาสตร์ล้วนเปลี่ยนโลกมาแล้วมากมาย ทั้งสัญญาณ Wi-Fi, กล้องดิจิทัล และ Big Data ซึ่งประเทศกำลังพัฒนามักมองข้ามวิทยาศาสตร์แขนงนี้ ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือ ประเทศยังไม่รวยพอ แต่ ดร. ศรัณย์ ตั้งคำถามกลับว่า “หรือเพราะเราไม่ทำจึงไม่รวย”

เรื่องดาราศาสตร์เราไม่แพ้ใคร

ปัจจุบัน NARIT ได้รับการยอมรับในระดับโลก งานวิจัยของไทยก็มีระดับใกล้เคียงกับนานาชาติ โดยรูปแบบการวิจัยของ NARIT จำเป็นต้องอ้างอิงกับสถาบันอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมานับว่ามีการตื่นตัวด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก NARIT มีงบประมาณ 1,023 ล้านบาท มีพนักงานกว่า 300 ชีวิต และมีคนไทย 1.6 ล้านคนเข้าร่วมกิจกรรม คิดเป็น 2% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 600,000 คนในปี 2566

NARIT มีโครงสร้างพื้นฐานอย่างหอดูดาวและกล้องโทรทรรศน์ทั่วประเทศ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลในออสเตรเลีย ชิลี และสหรัฐฯ (Thai robotic telescope network) นักวิจัยไทยได้รับโอกาสนำเสนอโครงการวิจัยกว่า 1,230 ชั่วโมง ในการใช้งานกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ส่วนความร่วมมือในระดับประเทศ อุปกรณ์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยเตรียมขึ้นไปสู่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อศึกษาจุดที่มืดที่สุดของดาวบริวาร ผ่านโครงการอวกาศที่ร่วมมือกับจีน บนยานฉางเอ๋อ 8 ที่จะปล่อยขึ้นไปในปี 2571

Advertisement

นอกจากมองไปยังนอกโลกแล้ว NARIT ยังศึกษาภูมิปัญญาและศิลปะวัฒนธรรมในอดีต เช่น การปรับปรุงปฏิทินจันทรคติของไทย และศึกษาที่มาที่ไปของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจการวางตำแหน่งและความคิดของคนในอดีตที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์

ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

นักวิจัยไทยใช้เวลาเพียง 1 ปี พัฒนาเซ็นเซอร์ LiDAR (light detection and ranging sensor) ใช้แสงตรวจจับละอองในชั้นอวกาศ โดยส่งเลเซอร์ขึ้นไปสองตัวบนท้องฟ้า ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจจับฝุ่น PM 2.5 เดิมทีต้องซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ ราคาซ่อมบำรุงสูง ตกเครื่องละกว่า 10 ล้านบาท แต่การพัฒนาเองในครั้งนี้ ทำให้ต้นทุนเหลือเพียง 1-2 ล้านบาท และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด NARIT จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) พัฒนาการเคลือบฟิล์มกระจกโลหะเพื่อสะท้อนและรับสัญญาณจากกล้องโทรทรรศน์ ช่วยลดงบประมาณจากเดิมที่ต้องซื้อเครื่องมือจากต่างประเทศในราคาสูงถึง 50 ล้านบาท

ดร. วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการ NARIT กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทางดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วหลายงานวิจัยบนอวกาศสามารถใช้ได้บนโลก เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของละอองลอย (ACSM) ซึ่งในทางดาราศาสตร์ใช้ตรวจวัดละอองต่างๆ แต่ก็สามารถตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ได้เช่นกัน ด้วยความสามารถในการแยกแยะละอองต่างๆ ว่ามาจากแหล่งใด เช่น การเผาไหม้ หรือ ยานพาหนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยเครื่องมือนี้ถูกนำไปใช้ศึกษาและวิจัยในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และพบว่ามลพิษส่วนใหญ่มาจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันอีกไม่นาน ไม่เกิน 10 ปี ประเทศไทยจะสามารถพัฒนากล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติขนาด 0.8 เมตรได้ ขณะที่สิ่งสำคัญอีกชิ้น คือ ขาตั้งกล้องที่มีกลไกต่างๆในการทำให้การเคลื่อนไหวของกล้องโทรทรรศน์ขยับไปยังจุดต่างๆได้อย่างแม่นยำ และสามารถควบคุมจากทางไกลได้

Advertisement

AI กำลังจะตัน

ดร. วิภู ระบุว่า ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้เกิดข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ซึ่งหากสังเกตปัญญาประดิษฐ์ต่างๆจะพบว่าในอนาคตคลังข้อมูลที่นำมาสอน AI เหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็ยังถูกจำกัดด้วยจำนวนประชากรบนโลก แต่เมื่อเทียบกับดวงดาวบนอวกาศแล้วถือว่าเป็นข้อมูลที่น้อยมากๆ NARIT จึงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการสร้าง คลังข้อมูลทางดาราศาสตร์เพื่อให้คนไทยสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดาวเทียมฝีมือคนไทย

ดร. ศรัณย์ กล่าวว่า หากได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง อีกสองปีข้างหน้า ไทยจะสามารถปล่อยดาวเทียม TSC-1 ซึ่งจะเป็นดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตในประเทศไทย มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม โดยภายในดาวเทียมจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับการสำรวจและวิจัยด้านดาราศาสตร์

ดร. วิภู เสริมว่า อุปกรณ์ที่จะอยู่ในดาวเทียมนี้คือกล้องที่ถ่ายภาพโดย ถ่ายภาพแสงกว่า 300 สี ซึ่งออกแบบโดยนักวิจัยไทยทั้งหมด และเชื่อว่าปี 2570 จะสามารถปล่อยคนสูงวงโคจรได้

พาคนตาบอดไปดูดาว

ปีที่ผ่านมา NARIT ส่งเสริมให้ประชาชนตื่นตัวเรื่องดาราศาสตร์ และยังส่งเสริมให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับดาราศาสตร์ โดยใช้การขึ้นรูปพลาสติกให้มีตำแหน่งใกล้เคียงกับตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้ผิวสัมผัสเรียนรู้ รวมถึงการเรียนรู้ขนาดของดวงดาวผ่านสื่อการเรียนการสอนด้วย

เขตฟ้ามืด

NARIT ส่งเสริมเขตท้องฟ้ามืด เพื่ออนุรักษ์พลังงาน โดยส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจำกัดแสงสว่าง โดยโฟกัสแสงลงที่พื้นดินและไม่ให้สะท้อนขึ้นฟ้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ คือ การดูดาวในเขตพื้นที่ต่างๆ ปัจจุบันมีจุดดูดาวในเขตฟ้ามืดทั้งในเขตชุมชนและสถานที่ของเอกชนถึง 48 แห่ง ที่ได้รับการรับรองโดย NARIT

“เราไม่ได้ทำเพื่อนักวิจัยเท่านั้น แต่ทำเพื่อทุกคน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติต่อไป” ดร. ศรัณย์ กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement