Connect with us

ข่าว

มาตรการ CBAM คืออะไร ? ทำไมต้องตื่นตัว ? ล่าสุด MTEC สวทช. หนุนอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมสร้างแต้มต่อการส่งออกพร้อมรักษ์โลกในตัว

อว. โดย เอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรมไทย ให้บริการฐานข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ช่วยปลดล็อกมาตรการคาร์บอนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ให้กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการไทย ที่กำลังเผชิญกับมาตรการ CBAM ในระยะเปลี่ยนผ่าน (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566 – สิ้นปี 2568) ก่อนสหภาพยุโรปบังคับใช้เต็มรูปแบบ 1 ม.ค. 2569

Published

on

มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ CBAM คือ มาตรการของสหภาพยุโรป ที่จะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เป็นครั้งแรก

@brickinfotv.com

ชวนรู้จัก #มาตรการCBAM ของ #สหภาพยุโรป บังคับ 6 กลุ่ม #อุตสาหกรรม แจงรายละเอียด การปล่อย #คาร์บอน ละเอียดยิบ ก่อนส่งออก-นำเข้าไปใน #EU ทำเอา #อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เร่งจับมือ #MTEC #สวทช ช่วยก่อนมาตรการ #CBAM บังคับใช้ | #Brickinfo #Brickinfo59วิ #ข่าววันนี้ #ข่าวtiktok

♬ original sound – BrickinfoTV.com – Brickinfo

มาตรการ CBAM พุ่งเป้าไปที่ผู้นำเข้าสินค้าไปยังสหภาพยุโรปจำนวนเป้าหมาย 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

  1. ซีเมนต์
  2. ไฟฟ้า
  3. ปุ๋ย
  4. เหล็กและเหล็กกล้า
  5. ไฮโดรเจน
  6. อะลูมิเนียม

ผู้นำเข้าสินค้าไปยังสหภาพยุโรปไปยังสหภาพยุโรปจะต้องรายงานปริมาณการนำเข้ารวมถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรงและทางอ้อม (Embedded Emission) ของสินค้า ซึ่งปัจจุบันมาตรการดังกล่าวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

CBAM จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่มจะต้องซื้อ CBAM Certificate ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านั้น

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อมวลชน ในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง: มาตรการ CBAM ใครพร้อม ได้ไปต่อ ชวนปลดล็อก การปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนสหภาพยุโรป หรือ EU

Advertisement

นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรก 1 ใน 6 อุตสาหกรรม ที่สามารถดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM ได้สำเร็จ โดยได้ดำเนินการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการจัดทำค่ากลางของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมตามกรอบ CBAM ซึ่งค่ากลางดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมหล่อบิลเล็ต, กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมหน้าตัด และกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมแผ่นม้วนภายในประเทศ เพื่อให้ได้ทราบถึงรายการสารขาเข้า และสารขาออกของแต่ละกระบวนการผลิตย่อยของบริษัทตนเอง หรือกระบวนการผลิตรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม

NSTDA Meets the Press เรื่อง: มาตรการ CBAM ใครพร้อม ได้ไปต่อ ชวนปลดล็อก การปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนสหภาพยุโรป หรือ EU

ที่สำคัญคือทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกรอบ CBAM สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับประเทศ ซึ่งค่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากทางยุโรป และสามารถนำไปต่อยอดและวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงในแต่ละกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้อีกด้วย

EV เข้ามา อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ยิ่งเติบโตและเป็นโอกาสให้ไทย

“มาตรการ CBAM กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เรามองว่าเป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเริ่มทำก็จะรู้ว่าเราต้องปรับอะไร และเราไม่ได้มองเฉพาะกลุ่มอลูมิเนียมเองเท่านั้น แต่มองไปถึง Supply Chain อื่น ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่น รถยนต์ ที่ใช้อลูมิเนียมเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์ ซึ่งหากต้นน้ำสามารถผ่านมาตรการ CBAM ได้ดี ก็จะช่วยทั้งอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งส่วนประกอบจากอลูมิเนียม ตัวอย่างเช่น การเติบโตของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า (EV) ที่โตอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าต้องการส่วนประกอบจากอลูมิเนียมมากขึ้น ซึ่งจากเดิมรถยนต์อีวี ใช้อลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ 70 กิโลกรัมต่อคัน จะเพิ่มขึ้นการใช้เป็น 200-300 กิโลกรัมต่อคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าต่อคัน เป็นต้น”

นายธีรพันธุ์ กล่าวต่อว่า การที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมปรับตัวได้เร็วก่อน เป็นข้อได้เปรียบ เพราะทางทีมวิจัยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. ไม่เพียงสนับสนุนเรื่องข้อมูลเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมองไปถึงการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หลายอุตสาหกรรมยังกังวลและมอง CBAM เป็นอุปสรรค กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมกลับมองเป็นโอกาส เพราะในกรณีที่ประเทศไทยจะส่งออกไปที่สหภาพยุโรปเหมือนประเทศคู่แข่งอื่น ๆ หากประเทศไทยสามารถผ่านมาตรการ CBAM กับผู้ส่งออกในยุโรปได้สำเร็จ จะได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะสู้ต้นทุนการลดค่าคาร์บอนตามข้อบังคับของ CBAM ไม่ไหว และอาจจะล้มเลิกการส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทยก็เป็นได้ ซึ่งโอกาสจะกลับมาเป็นของไทยที่จะสามารถขยายอัตราการส่งออกสินค้าอลูมิเนียมได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

Advertisement
Advertisements
Direct Sale Ads - In Article

“ปี  2566 ไทยมีปริมาณการส่งออกอะลูมิเนียม อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านตัน มีตลาดส่งออกไปที่ยุโรปประมาณ 4-5 % หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท หากไทยยังปรับตัวไม่ได้กับมาตรการ CBAM นั่นหมายความว่าการส่งออก 5 % หรือมูลค่า 4,000 ล้านบาทจะหายไปในทันที ซึ่งยังไม่รวมกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เข้าสู่สถานการณ์ที่ CBAM เริ่มขยายการบังคับใช้ให้ครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม”

เอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรม ให้บริการแหล่งข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย

ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย เอ็มเทค สวทช. ได้จัดทำโครงการ “ศูนย์ข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประเทศไทยจึงเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ได้จัดทำข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวคิด CBAM ซึ่งเป็นค่ากลางของประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยกลุ่มอะลูมิเนียม เป็นกลุ่มแรกที่สามารถทำข้อมูลออกมาได้ทันช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการ CBAM ทั้งนี้ผลจากการประเมินจะช่วยให้อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมีค่า CBAM กลางของประเทศ เพื่อใช้ต่อยอดในการเจรจาทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ดีขึ้น

ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.

มาตรการรักษ์โลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง

“มาตรการรักษ์โลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรงเพราะหากเราไม่ดำเนินการตามมาตรการรักษ์โลก อุตสาหกรรมต่างๆก็จะถูกกีดกันทางด้านภาษี ภาครัฐเองก็จำเป็นที่จะต้อง บังคับใช้มาตรการเดียวกันกับบริษัทที่นำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆมายังประเทศไทยโดยไม่สนมาตรการรักษ์โลกที่ภูมิภาคอื่นๆบังคับให้ไทยทำตาม”

ดร.จิตติ มังคละศิริ

ถ้าไม่ทำตาม มาตรการ CBAM ไทยจะเหนื่อย

สำหรับมาตรการ CBAM จะส่งผลให้ราคาวัสดุสินค้าเพิ่มขึ้นมา 15% ตัวอย่างเช่น การซื้อแท่งอลูมิเนียมต่างสถานที่กัน ราคาเฉลี่ยอาจไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือ ตัวค่าคาร์บอนของอลูมิเนียมของแต่ละประเทศ ดังนั้นอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อสู้กับการแข่งขันจากคู่แข่งประเทศอื่นด้วย ประเทศไทยไม่มีโรงถลุงอลูมิเนียมต้นทาง  โดยเป็นการซื้อจากต่างประเทศมาทั้งหมด อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอลูมิเนียมมีกำไรเพียง 10 % ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ได้เพราะว่าผลิตเป็นจำนวนมากหลักแสนตัน หากในอนาคตกำไรน้อยลงจากมาตรการ CBAM ก็อาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้โดยตรงเช่นกัน

ดร.จิตติ เชื่อว่า ประเทศไหนที่มีข้อมูลที่ดีจะมีแต้มต่อในการทำธุรกิจและการทำอุตสาหกรรม ซึ่งในฐานะภาครัฐ MTEC สวทช. วิจัยมาระยะหนึ่งแล้วแต่มาตรการ CBAM จะเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมประเภทอลูมิเนียมและอื่นๆที่เกี่ยวข้องต้องมีฐานข้อมูลที่ดีเพื่อใช้มาตรการนี้ ในการส่งออกและลดคาร์บอนไปด้วยซึ่งสิ่งที่หน่วยงานเข้าไปทำคือการช่วยจัดระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจต่างๆ

การส่งออกภายใต้มาตรฐาน CBAM จำเป็นต้องใส่ข้อมูลจำนวนมาก ความละเอียดของมาตรการนี้คือทศนิยมหลัก 5 ตำแหน่ง ชั้นหนึ่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นคือมาตรการดังกล่าว บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมรายงานข้อมูลคาร์บอนทุกไตรมาสหรือสามเดือนดังนั้นหากอุตสาหกรรมกรอกข้อมูลผิดตั้งแต่ต้นหรือไม่มีความเข้าใจก็จะสูญเสียโอกาสจากการส่งออกไป

Advertisement

“สิ่งที่เป็นผลสำเร็จของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ให้เดินได้ตามมาตรการ CBAM ขณะนี้ คือ ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ให้บริการข้อมูลพื้นฐาน (Background data) ของวัสดุในประเทศไทย ซึ่งมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นค่ากลางของประเทศ นำไปใช้ประโยชน์อ้างอิงข้อมูลสินค้าตามมาตรการ CBAM ที่สหภาพยุโรปกำหนด โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการกลุมอุตสาหกรรมอลูมิเนียม ในเรื่องการกรอกข้อมูลตามระบบของสหภาพยุโรป เพื่อรายงานค่าคาร์บอนกลางของสินค้ากลุ่มอลูมิเนียมของผู้ส่งออกไทยก่อนส่งออกสินค้าเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป”  

นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอลูมิเนียม

นายธีรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ขอยกตัวอย่างสินค้า ปลายทางที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมส่งไปที่ยุโรป เช่น อะลูมิเนียมแผ่น ทั้งแผ่นบางและแผ่นหนา ซึ่งผู้ประกอบการในยุโรปที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ จะนำเข้าอะลูมิเนียมแผ่นจากประเทศไทยเข้าไปผลิต ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการตามมาตรการ CBAM โดยต้องประเมินตนเองและกรอกข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าค่าการปล่อยคาร์บอนของวัสดุอะลูมิเนียมที่ส่งออกเป็นปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการแอร์ที่จะส่งแอร์ไปขายในยุโรปและประเทศต่าง ๆ ต้องทราบว่าจะใช้อะลูมิเนียมกี่กิโลกรัม แล้วจากการคำนวณการใช้กี่กิโลกรัมแล้ว จะใช้วัสดุต้นทางจากที่ใด และแยกออกเป็นเฉพาะวัสดุอะลูมิเนียมจำนวนเท่าใด หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์บริโภคอื่น ๆ เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง-น้ำอัดลมกระป๋อง ล้วนเข้าข่ายมาตรการ CBAM ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมศึกษาข้อมูลเพื่อรับกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EU ทั้งสิ้น

“ข้อเท็จจริงหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นคืออุตสาหกรรมอะลูมิเนียมเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งการใช้พลังงานเหล่านี้นับเป็นปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ถูกพ่วงเข้ามา (Indirect) ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลคือ การสนับสนุนข้อมูลเรื่องที่มาของไฟฟ้าควรเป็นพลังงานทางเลือกและสามารถนำข้อมูลมาให้ อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมสามารถกรอกและทำตามมาตรการ CBAM ได้” นายธีรพันธุ์ กล่าว

ขณะที่หากเปรียบเทียบปริมาณการผลิตอะลูมิเนียมตั้งแต่ต้นทางจากทรัพยากรธรรมชาติมาสู่อะลูมิเนียมแปรรูปแล้วต้องใช้พลังงานพลังงานไฟฟ้า 100% การนำอะลูมิเนียมกลับมารีไซเคิล ใช้เศษอะลูมิเนียมจากอุตสาหกรรมและการนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้พลังงานพลังงานเพียง 5% เท่านั้น ในการนำกลับมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อีกครั้ง เมื่อเทียบกับการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้นอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมจึงเป็นอุตสาหกรรมที่รักษ์โลกไปด้วยในตัว หากสนับสนุนถูกทาง

ทั้งนี้ ดร.จิตติ และนายธีรพันธุ์ เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ จะสามารถรักษ์โลกได้ จำเป็นต้องมีมาตรการภาครัฐทางด้านกฎหมายและกำแพงภาษีเข้ามาช่วยเหลือด้วย เช่น การส่งออกเศษอะลูมิเนียมไปยังประเทศอื่นโดยไม่เก็บภาษีส่งออก ทั้งที่สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมนับเป็นเสมือนทองคำ จึงทำให้อะลูมิเนียมที่จะสามารถนำมารีไซเคิลโดยใช้พลังงานน้อยและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หลุดรอดออกไปนอกประเทศโดยที่ประเทศไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ เลย

Advertisement