บทความ
“รถ” กับ “บ้าน” ควรซื้ออะไรก่อนกันดี ?
มันเป็นเรื่องปกติของคนเราที่พอเรียนจบและเริ่มทำงาน ก็ต้องมีความอยากได้สินทรัพย์ที่เป็นของตนเอง ซึ่ง 2 สิ่งยอดนิยมที่ยั่วยวนใจคนวัยทำงานคงหนีไม่พ้น “บ้าน” กับ “รถยนต์” แต่หลายคนก็มักจะตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกซื้ออะไรก่อนกันดี เนื่องจากหลายคนมีการปรึกษาคนรอบตัวแต่ก็ได้คำตอบที่ต่างกันออกไปจึงคิดไม่ตก ดังนั้นเราจะมาไขข้อสงสัยกันว่าระหว่าง “บ้าน” กับ “รถยนต์” ควรซื้ออะไรก่อนดี
โดย : จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ
ต้องบอกว่าการตัดสินใจซื้อบ้านก่อน หรือซื้อรถยนต์ก่อนไม่มีอะไรผิดหรือถูก เนื่องจากเป้าหมายการใช้ชีวิตของแต่ละคนต่างกันออกไป หากใช้การตัดสินใจในยุคก่อนคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าให้ซื้อบ้านก่อนเพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มราคาขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อทุกปี และควรซื้อบ้านใกล้ที่ทำงานจะได้ไม่ต้องซื้อรถยนต์ นำมาซึ่งการประหยัดค่าเดินทางอีกด้วย แต่อย่าลืมว่าบ้านนั้นมีระยะเวลาผ่อนที่ยาวนานกว่ารถยนต์มากเลยทีเดียว ซึ่งบ้านใช้ระยะเวลาผ่อน 20-40 ปี แล้วแต่สัญญา โดยบ้านนั้นจะกลายเป็นสินทรัพย์ได้ก็ต่อเมื่อต้องผ่อนหมดแล้วเท่านั้น
คนรุ่นใหม่งานก็เปลี่ยนบ่อย บ้านก็แพงขึ้น
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจซื้อบ้านใกล้ที่ทำงาน จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะตัดสินใจทำงานที่นั่นไปอีกกี่ปี เพราะคน Gen Y (ประชากรในวัย 20 -37 ปี) มักทำงานเฉลี่ยแห่งละ 2 ปี 5 เดือน เท่านั้น ตามการวิจัยของ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) และแน่นอนว่าราคาบ้านมักปรับขึ้นทุกปี แต่การซื้อขายก็ไม่ได้คล่องแคล่วเช่นเดียวกับสินทรัพย์อื่น เพราะเป็นสินทรัพย์ราคาแพงและไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั่นเอง
ส่วน รถยนต์ซึ่งเป็นความต้องการของคนยุคใหม่ในจำนวนอีกไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากสามารถอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับเราได้ ประกอบกับยังสามารถยกระดับให้เราดูเป็นคนมีฐานะและมีความน่าเชื่อถือขึ้นมาได้อีกระดับ เพียงแค่การมีรถยนต์ขับไปอวดคนอื่น นอกจากนี้การผ่อนรถยนต์ยังมีระยะเวลาที่สั้นกว่าการผ่อนบ้านอีกด้วย โดยใช้เวลาประมาณ 5-7 ปี ก็จะช่วยสร้างเครดิตทางการเงินให้กับเราได้อีกด้วย แต่ก็อย่าลืมว่ารถยนต์นั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีแต่ความเสื่อมในแง่มูลค่า เพียงแค่ถอยออกมาจากโชว์รูม 1 วัน ราคาก็ร่วงไปหลายบาทแล้ว และยังต้องมีค่าบำรุงรักษา เช่นค่าน้ำมัน ค่าประกันภัย ค่าเช็คสภาพรถยนต์ ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เป็นต้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้น การจะให้ใครคนหนึ่งมาฟันธงว่าเราควรซื้ออะไรก่อนกัน
และใช้เกณฑ์การตัดสินใจของคนคนนั้นมาชี้วัด คงใช้ไม่ได้นั่นเอง
แต่หากเราดันเกิดมีหนี้รถยนต์ และบ้านพร้อมกัน แต่เรามีเงินที่จะสามารถไปปิดหนี้ก้อนใดก้อนหนึ่งได้
เราควรเลือกปิดหนี้รถยนต์ก่อนหนี้บ้าน เนื่องจากหนี้รถยนต์มีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าบ้าน
ซึ่งจะช่วยทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินไปได้จำนวนหนึ่ง

ทีนี้ จะสำรวจตัวเองอย่างไรบ้างว่าควรซื้อบ้าน หรือรถยนต์ก่อนกัน ลองสำรวจตามลักษณะ ดังนี้
- กรณีเลือกซื้อรถยนต์ก่อน ต้องดูความจำเป็นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากรถยนต์มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเองได้หรือไม่ เช่นการซื้อรถยนต์มาเพื่อประกอบอาชีพ อาทิ การเป็นเซลล์ ซึ่งในยุคปัจจุบันหลายบริษัทมักระบุในสัญญาว่าคนที่จะมาสมัครเป็นเซลล์จะต้องมีรถยนต์เป็นของตัวเองในการขับไปพบลูกค้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของอาชีพเซลล์เป็นอย่างมาก หากไม่มีรถยนต์ก็ไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างอาชีพเพิ่มจากรถยนต์ได้ เช่นการขับแกร็บยามว่าง หรือการซื้อรถยนต์มาเพื่อประกอบอาชีพ เช่นพ่อค้าแม่ค้าต่าง ๆ ที่ต้องใช้รถยนต์เพื่อการขนของสำหรับตั้งร้านตามจุดต่าง ๆ ที่เราไปเช่าหน้าร้าน หรือการใช้รถยนต์วิ่งรับของมาขายนั่นเอง หากสำรวจและพบว่าการซื้อรถยนต์ของตัวเองสามารถใช้ประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวที่กล่าวมาได้ก็ยังถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่พลาด
- กรณีเลือกซื้อบ้านก่อน โดยปกติแล้วการกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อบ้าน ธนาคารมักจะกำหนดอัตราการผ่อนชำระคืนเงินกู้ในอัตราไม่เกิน 40% ของเงินเดือนตัวเอง เช่นเรามีรายได้ 2 หมื่นบาท อาจต้องผ่อนบ้านเดือนละ 8 พันบาท ก็จะทำให้เราเหลือเงิน 1.2 หมื่นบาท ไว้ใช้กินใช้และเป็นเงินออมแต่ละเดือน โดยเราต้องทำเช่นนี้ไปอีก 20-40 ปี
ดังนั้น ต้องถามตัวเองเสียก่อนว่าเราจะสามารถทำเช่นนี้ไปได้ในระยะยาวหรือไม่ ขณะเดียวกันการซื้อบ้านก่อนรถยนต์คุณจะต้องไม่เดือดร้อนเรื่องการเดินทางไปทำงานด้วยเช่นกัน และหากสามารถนำบ้านมาสร้างรายได้ เช่นเปิดร้านของชำ หรือเปิดร้านขายข้าว เป็นต้น ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่ดีด้วยนั่นเอง
และทั้งหมดนี้คือข้อสังเกตว่าเราควรตัดสินใจซื้อบ้านหรือรถยนต์ก่อนกันดี ซึ่งการตัดสินใจนั้นต้องใช้วิถีการดำเนินชีวิตของเราเป็นหลักในการตัดสินใจ ไม่ควรตัดสินใจตามคนอื่น เพราะการเลือกถูกหรือผิดนั้น ขึ้นอยู่กับวิถีการดำเนินชีวิตของตัวเรานั่นเอง
