Connect with us

บทความ

Operation Flagship ปฎิบัติการล้อมจับภัยสังคมครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ

Published

on

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ทางงาน Circle Con ได้ประกาศเปิดตัว “Blue Archive Community Event” กิจกรรมรวมตัวแฟนคลับของเกมกาชาฯ RPG ยอดนิยมอย่าง Blue Archive และในช่วงของการเปิดตัวไม่นาน ก็มีคนล้อกันแล้วว่า “มันเป็นแผนรวมตัวภัยสังคมในงานเดียว แล้วรวบจับทั้งกลุ่ม” ทำเอาหลาย ๆ คนเลิกลั่กกันถ้วนหน้า (ขอเตือนไว้ก่อน! มันเป็นมุกวงในของคนเล่นเกมนี้ ไม่ใช่ภัยสังคมจริง ๆ)

และระหว่างที่ The Trivial Space นั่งขำกับรีแอคชั่นของชาวโซเชียลพลางจกชีโตสไป ก็มี #มิตรสหายท่านหนึ่ง ส่งเรื่องที่น่าสนใจมาทางหลังไมค์ เป็นเรื่องจริงที่ดันไปคล้ายกับที่มีคนยกมาล้องานครั้งนี้ กับ Operation Flagship แผนล้อมจับภัยสังคมกว่าร้อยชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐ ด้วยการล่อให้เข้ามาอยู่ในอีเวนต์เดียวกัน

** สำหรับคนที่อยากรู้ว่าทำไมถึงเรียกผู้เล่น “Blue Archive” ว่า “ภัยสังคม” เดี๋ยวจะอธิบายในช่วงท้าย **


หน่วยพิเศษผู้ร้ายหลบหนี

ภาพการแถลงข่าวปฏิบัติการ FIST VIII / ที่มาภาพ US Marshals Service

ย้อนกลับไปในเมื่อราว ๆ ปี 1981 ถึง 1986 “เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พิเศษสหรัฐอเมริกา” หรือ U.S. Marshals Service ได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการที่ชื่อว่า Fugitive Investigative Strike Team (หน่วยสืบสวนและจู่โจมผู้ร้ายหลบหนี) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “FIST” เพื่อทำการจับกุมผู้ร้ายหลบหนีในสหรัฐฯ ซึ่งมีรายชื่อร่วมหลักพัน

Advertisement

หนึ่งในวิธีที่เจ้าหน้าที่ U.S. Marshal ใช้ นั่นคือการ “เอาของฟรีเข้าล่อ” คือฟังดูเป็นแผนโง่ ๆ แต่มันไม่ได้โง่อย่างที่คิด และมันโคตรจะประสบความสำเร็จ เพราะตลอดระยะเวลา 2 เดือนในปฏิบัติการ “FIST VII” ของปี 1984 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้รายหลบหนีได้ถึง 3,309 รายเลยทีเดียว!

วิธีที่ว่าก็แสนจะง่ายดาย อย่างที่ “นิวยอร์ก” โทรศัพท์ไปหาเบอร์ที่สืบมาแล้วว่าเป็นของบ้านที่คนร้ายซ่อนตัวอยู่ บอกว่าโทรมาจาก Brooklyn Bridge Delivery Service ให้ไปรับ “พัสดุมีค่า” ของพวกเขา… ที่เมือง “บัฟฟาโล” ก็หลอกว่าถูกหวย ได้เงินรางวัลราว ๆ 250 ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐฯ (อิงตามค่าเงินปัจจุบัน จะราว ๆ 8,983 ถึง 359,340 บาท)… และถ้าเป็นเมือง “ฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต” ก็จะล่อผู้ต้องหาที่อายุน้อยหน่อย ด้วยตั๋วคอนเสิร์ต 2 ใบของ “Boy George” นักร้องชื่อดังจากอังกฤษในสมัยนั้น แถมมีบริการอาหารค่ำและรถลีมูซีนฟรีให้ด้วย

แน่นอนว่าผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่กำลังลิงโลดเพราะได้ของฟรีแบบงง ๆ ก็ออกจากที่ซ่อนแห่กันไปรับของรางวัล รู้ตัวอีกทีก็โดนเจ้าหน้าที่สับกุญแจมือเข้าซังเตเรียบร้อย… โดยทางเจ้าหน้าที่เขาอาศัยหลักการที่ว่า “ผู้ร้ายหลบหนีที่ออกมาข้างนอกจะอันตรายน้อยกว่า” เพราะพวกนี้จะไม่ค่อยพกอาวุธออกไป ในขณะที่ตอนอยู่บ้าน มันสามารถซุกอาวุธไว้รอต้อนรับเจ้าหน้าที่ หรืออาจจะนอนกอดอาวุธทั้งคืนเลยก็ได้

แต่ต่อมา ผู้ต้องหาครึ่งหนึ่งจากที่จับมาจากปฏิบัติการ FIST VII ก็ได้รับการประกันตัวออกไป

Advertisement

เริ่มปฎิบัติการ Operation Flagship

ที่มาภาพ : Sports History Weekly

ส่วนปฏิบัติการที่ได้เกริ่นมาตอนต้นนั้น มีขึ้นในปี 1985 โดยใช้ชื่อว่า Operation Flagship (ปฏิบัติการเรือธง) เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างที่ “โทเบียส พี. โรช” รองผู้บัญชาการ U.S. Marshal ของเขตโคลัมเบีย และเจ้าหน้าที่ “ฮอร์เบิร์ต เอ็ม. รัทเทอร์ฟอร์ดที่ 3” ที่กำลังนั่งกินข้าวเย็นอยู่ ได้สังเกตว่ากระแสเชียร์ทีมอเมริกันฟุตบอล “Washington Redskins” แมสหนักมาก ถึงขั้นตั๋วชมเกมเหย้า (เปิดสนามทีมตัวเองต้อนรับคู่แข่ง) ขายเกลี้ยง แถมรายชื่อรอซื้อตั๋วรอบฤดูหนาวก็ยาวเป็นหางว่าว โดยเฉพาะเกมที่จะชนกับทีม “Cincinnati Bengals” ในวันที่ 15 ธันวาคม เพราะมันเป็นเกมที่จะตัดสินว่าใครจะได้ไปต่อในรอบเพลย์ออฟ

ในเดือนพฤศจิกายน พี่ “โรช” และ “รัทเทอร์ฟอร์ด” ของเรา ก็ให้ผู้แทนเจ้าหน้าที่ U.S. Marshal และหน่วยเฉพาะกิจผู้ร้ายหลบหนีของ “กรมตำรวจนครบาลวอชิงตัน ดี.ซี.” ส่งบัตรเชิญไปยังที่อยู่สุดล่สาุดของผู้ต้องหา โดยอ้างบริษัทปลอม ๆ ที่ชื่อ “Flagship International Sports Television” (ถ้าลองย่อดู จะได้คำย่อเดียวกับหน่วย FIST) ว่าพวกเขาได้ตั๋วชมเกม Redskins-Bengals วันที่ 15 ธันวาคม 1985 ที่ “ศูนย์การประชุมวอชิงตัน” ฟรี 2 ใบ ซึ่งเป็นแคมเปญส่งเสริมการขายของบริษัท แถมยังได้กินมื้อสายฟรีก่อนเริ่มเกมด้วย

Super Bowl XX การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลรายการใหญ่ของสหรัฐ / ที่มาภาพ chicagobears.com

เท่านั้นยังไม่พอ! ถ้ามาดูเกมในวันนั้น ก็จะได้จับฉลากชิงตั๋วดูเกมประจำฤดูกาลฟรีของ “Washington Redskins” 10 ใบ แถมยังได้ไปเที่ยวกับดูการแข่ง “Super Bowl XX” ที่นิวออร์ลีนส์อีกด้วย!

ส่วนพวกที่ทางเจ้าหน้าที่ส่งตั๋วฟรีไปหานั้น… บอกเลยว่า “ภัยสังคม” ขนานแท้ มีตั้งแต่ทำร้ายร่างกาย, ปล้นทรัพย์, ลักทรัพย์, ยาเสพติด, หลบหนีการจับกุม, ข่มขืน, วางเพลิง, ฉ้อโกง… แล้วจากจำนวนกว่า 3,000 รายที่ส่งไปหา ก็มีคนงับเหยื่อทั้งหมด 167 คน ที่ตอบรับ และจะมาดูเกมครั้งนี้

Advertisement

คือใครได้ไปยังไงก็มาป่ะวะ!? ทีมดังติดกระแส ตั๋วก็ขายหมดอย่างไวแต่กลับมีคนมาประเคนให้ กินฟรีเที่ยวฟรี แถมได้ดูเกมใหญ่อีก ถ้าไม่ไปก็โคตรพลาด… แต่ในความเป็นจริง อีพวกนี้พลาดแบบจัง ๆ

ทางเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการนี้ ก็ถูกจับมาซักซ้อมแผนการแบบเข้ม ๆ ให้พวกเขาปลอมตัวตามบทบาที่ได้รับอย่างแนบเนียน และใช้กำลังตำรวจนอกพื้นที่วอชิงตัน ดี.ซี. ร่วมภารกิจแทน เพราะผู้ร้ายบางคนอาจเคยเห็นหน้าเจ้าหน้าที่แล้ว ถ้ามีใครจำหน้าได้ขึ้นมาคือแผนแตกทันที

ถ้าถามว่าแผนนี้เนียนขนาดไหน มันเนียนถึงขนาดในเช้าวันปฏิบัติการ มีทนายจากบริษัทที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งของทีม Redskins ตัวจริง ไปที่สถานีตำรวจ เพื่อร้องเรียน “Flagship International” ให้หยุดแคมเปญพวกนี้กันเลย


แกไม่รอดแน่ “ภัยสังคม”

ที่มาภาพ : US Marshals Service

ตี 5 ครึ่ง ของวันที่ 15 ธันวาคม 1985 เจ้าหน้าที่ U.S. Marshal และตำรวจนครบาล ได้เข้าไปเตรียมการครั้งสุดท้าย เพื่อให้ปฏิบัติการนี้ผิดพลาดน้อยที่สุด โดยแผนการคือจะแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการหรือศูนย์การประชุมออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกจะทำหน้าที่ “รับแขก” ส่วนที่สอง จะใช้เพื่อแยกผู้ต้องหาออกมาจากฝูงชนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจับกุม

Advertisement

จากที่ระบุไว้ในบัตรเชิญว่ากิจกรรมจะเริ่มช่วง 9 โมงเช้า แต่ก็มีเป้าหมายที่ตื่นเต้นจัด แห่มารอกันตั้งแต่ตอน 8 โมงเลยทีเดียว

ช่วงปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ที่ปลอมตัวกันก็สวมบทได้โคตรเนียน ไม่ว่าจะกลุ่มแฟนปลอม ๆ ที่เดินถือลูกโป่งร้องเพลงเชียร์ทีม Redskins บริกรปลอมก็ตั้งหน้าตั้งตาเติมของกินในไลน์บุฟเฟ่ต์ เปิดวิดีโอตอนทีม Redskins ชนะเกมครั้งแรกบนจอทีวี ไปจนถึงทีมรอบนอก ทั้งที่สวมหมวกทีม Redskins หรือที่ใส่ชุด San Diego Chicken งานก๊อป มาพร้อมกลุ่มก็ใส่ชุด San Diego Chicken งานก๊อป เดินแห่กันไปรอบศูนย์ประชุมพร้อมซุกอาวุธปืนติดตัวไว้ เพื่อจับตามองว่าเป้าหมายเริ่มรู้ตัวหรือยัง

เมื่อคนร้ายมาถึงแล้วกลุ่มหนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่สวมรอยเป็นคนของ Flagship International ก็เข้ามาตรวจบัตร ยืนยันเบอร์โทรฯ ก่อนจะติดป้ายสีที่มีรหัสลับ “Double Winner” ไว้ ส่วนเจ้าหน้าที่หญิงที่ปลอมเป็นสาวเชียร์ลีดเดอร์ ก็จะเข้าไปโอบเอวคนร้ายที่เป็นเป้าหมาย เพื่อเป็นการแอบตรวจสอบว่ามีใครพกอาวุธมาด้วยหรือไม่

ที่มาภาพ : US Marshals Service

ในขณะที่ “หลุยส์ แม็กคินนีย์” หัวหน้าทีมปฏิบัติการ U.S. Marshal ก็สวมหมวกหัวหน้าเผ่าอเมริกันพื้นเมือง ตามธีมของทีม “Washington Redskins” ที่มีโลโก้เป็นชาวอเมริกันพื้นเมือง รับหน้าที่เป็นพิธีกรเพื่อเข้ามาพูดบนเวทีกับกลุ่มเป้าหมาย ที่ถูกแยกออกมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ราว 10-20 คน ก่อนจะให้สัญญาณว่า

Advertisement

“เซอร์ไพรส์…!”

ก่อนที่ชุดจับกุม ซึ่งนำโดย “เอฟ. เดแกน จูเนียร์” รองผู้บัญชาการ U.S. Marshal พร้อมอุปกรณ์ยุทธวิธีเต็มอัตราศึก บุกเข้ามาควบคุมตัวผู้ต้องหาแบบฟ้าแล่บ ก่อนจะจับขึ้นไปขังไว้บนรถบัสด้านนอกที่จอดรอไว้… ในปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีได้ทั้งหมด 101 คน และมันได้ถูกบันทึกไว้ว่า เป็นหนึ่งในปฏิบัติการจับกุมครั้งใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสหรัฐฯ

ที่มาภาพ : US Marshals Service

ปฏิบัติการที่ “โคตรคุ้มค่า”

ในปฏิบัติการครั้งนี้ บทบรรณาธิการของ The Washington Post ได้ระบุว่า คดีที่ผู้ต้องหา 101 รายที่จับมานี้ประกอบไปด้วย…

  • ทำร้ายร่างกาย 15 คดี
  • ปล้นทรัพย์ 5 คดี
  • ลักทรัพย์ 6 คดี
  • หลบหนีการจับกุม 4 คดี
  • ละเมิดเงื่อนไขการประกันตัว 19 คดี
  • ยาเสพติด 18 คดี
  • ติดทัณฑ์บน และละเมิดทัณฑ์บน 59 คดี
  • ข้อหาอื่น ๆ (ข่มขืน, วางเพลิง, ปลอมแปลงเอกสาร) 41 คดี

** บางรายก่อหลายคดี เลยต้องคิดเป็นจำนวนข้อหาที่ก่อแทน **

และนี่ต้องบอกว่า Operation Flagship เป็นหนึ่งในปฏิบัติการจับกุมที่โคตรคุ้มค่า เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการจับกุมในปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่ U.S. Marshal ใช้งบ 1,295 เหรียญ (ราว 46,534 บาท) ต่อการจับกุม 1 ครั้ง ในขณะที่ตลอดปฏิบัติการ Flagship ใช้งบรวม 22,100 เหรียญ (ราว 794,141 บาท) แต่จับได้หลายรอบ ในการจับกุม 1 ครั้ง จะใช้งบโดยเฉลี่ยเพียง 218.81 เหรียญ (ราว 7,862.72 บาท) เท่านั้น

Advertisement
ดูสารคดีได้ที่ Youtube ของ NFL

จากปฏิบัติการครั้งนั้น ปี 2016 “NFL Films” ได้นำเรื่องราวมาผลิตเป็นสารคดี พร้อมสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในภารกิจนี้ ทั้งแม็กคินนีย์, ฮิลตัน, โรช และรัทเทอร์ฟอร์ด และปี 2017 ก็ถูกนำมาผลิตเป็นสารคดีสั้นความยาว 30 นาที ชื่อ “Strike Team” โดย “ESPN”

แน่นอนว่าข่าวแมสขนาดนี้ มันก็ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ “Sea of ​​Love” ในปี 1989 แสดงนำโดยพระเอกดัง “อัล ปาชิโน่” ซึ่งจำลองเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน คือหลอกผู้ต้องหา 45 รายไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับสมาชิกทีม “New York Yankees” ก่อนจะเปิดเผยตัวละล้อมจับกุม


ที่มาภาพ : Circle Con (Facebook)

แต่สำหรับงาน “Blue Archive Community Event” ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ หัวเรือของงานบอกกับผู้เขียนเองว่า “ไม่มีการล้อมจับแน่นอน” มีแต่กิจกรรมสนุก ๆ เพื่อชุมชนคนรักเกม Blue Archive โดยเฉพาะ และที่สำคัญคือเข้างานฟรี!

สำหรับเหล่าภัยสังค— เอ๊ย! เซ็นเซและนักเรียนทั้งหลาย เคลียร์ตารางไว้ให้ดี แล้วเจอกัน 18 สิงหาคม ที่ True5G PRO HUB ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่

Advertisement

แถมท้ายอีกนิด! ทำไมผู้เล่น Blue Archive ต้องเรียก “ภัยสังคม”

ที่มาภาพ : Reddit r/BlueArchive

สาเหตุที่ “ผู้เล่น” หรือ “แฟน ๆ” ของ Blue Archive ถูกเรียก หรือใช้ชื่อว่า “ภัยสังคม” อันนี้ไม่ใช่ว่าคนเล่นเกมนี้ทำตัวเป็นภัยสังคมจริง ๆ แต่มันเป็นเหมือนชื่อเล่นสำหรับชาวแฟนด้อมเกมนี้

จากเนื้อเรื่องของเกม ผู้เล่นจะรับบทเป็น “คุณครู” ที่เดินทางยังเมืองแห่งการศึกษา “คิโวทอส” จากการเรียกตัวของ “ประธานนักเรียน” เพื่อช่วยเหลือเมืองแห่งนี้ ในขณะที่นักเรียนในเมืองนี้ทุกคนก็หิ้วอาวุธสงครามแบบเต็มเหนี่ยว แถมหาเรื่องสาดกระสุนกันโคตรบ่อย… แต่สบายใจได้ว่าไม่มีใครตายจากการยิงกัน เพราะสาว ๆ ในเกมนี้ทนลูกปืนทนระเบิดทุกคน อย่างมากแค่โดนน็อกหมดสติเท่านั้น

เมื่อเรามาดูเด็กนักเรียนภายในเกม ส่วนใหญ่อายุคือยังไม่เกิน 18 ปี หลายคนก็ใส่ชุดโคตรจะล่อแหลม แถมมีอีเวนต์ที่โคตรจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง อย่างการช่วยนักเรียนใส่ชุดกระต่าย, เอาปลอกคอใส่ให้ และวีรกรรมที่เรียกว่าวินาศสันตะโรสุด คือช่วยนักเรียนปล้นธนาคาร (ถึงจะเป็นธนาคารของพวกอาชญากรก็เถอะ… แต่เชี่ยอะไรวะเนี่ยยยย…!?)

ที่มาภาพ : forum.gamer.com.tw

นั่นเลยทำให้ผู้เล่นเกมนี้เรียกกันเองแบบเล่น ๆ ว่า “ภัยสังคม” กันตั้งแต่ 2 เดือนแรกที่เซอร์เวอร์ญี่ปุ่นเปิดให้เล่น แล้วยิ่งมาเจอความมือซนของคนบนโลกออนไลน์ ภาพลักษณ์ความเป็น “ภัยสังคม” ก็หนักขึ้นกว่าเดิม เมื่อบรรดานักวาดทั้งหลายพากันยัดความเป็นภัยสังคมให้ “เซ็นเซ” ในผลงาน Fan Made จนกลายเป็นภาพจำของตัวผู้เล่นที่คุ้นเคยมากที่สุด ทั้งในฐานะมุกล้อผู้เล่น Blue Archive ด้วยกัน และชื่อแฟนด้อมอย่างไม่เป็นทางการ ที่มาควบคู่กับชื่อ “เซ็นเซ” หรือ “คุณครู” นั่นเอง

Advertisement

ส่วนที่ลือกันว่า มันมาจากเนื้อเรื่อง “กระต่ายแห่งแคร์บาน็อก” บทที่ 1 เซ็นเซถูกตัวละคร “ซากิ” สมาชิกหน่วย Rabbit เรียกว่า “ภัยสังคม” นั้น อันนี้ต้องบอกว่าไม่ถูกต้อง เพราะส่วนนี้มันมาหลังจากนั้นอีกนานเลย และคนแปลบทภาษาไทยในเซอร์เวอร์ Global ก็เอาคำนี้มาจากชุมชนฝั่งญี่ปุ่นนี่แหละมาใช้


ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace

Continue Reading
Advertisement