บทความ
เสียงเตือนเรื่อง คริปโต เสี่ยงหนักระวังพัง
การลงทุนเป็นเรื่องดี ทุกคนรู้
การลงทุนมีความเสี่ยง ทุกคนทราบ
การลงทุนคืออนาคต ทุกคนคงไม่ขัดข้อง
แต่ไม่มีการลงทุนอะไรจะสดใสและพุ่งทะยานสร้างกำไรง่ายๆ รวดเร็วไปเสียทุกอย่างเป็นแน่แท้ วันนี้จึงอยากมาชวนคุยเรื่อง…
“คำเตือนอีกด้านของคริปโต”
ช่วงนี้หลายคนกำลังตาลุกวาวกับการลงทุนแห่งอนาคตอย่าง คริปโตเคอเรนซี เป็นแน่แท้ ด้วยกระแสทุกอย่างกำลังเข้าขั้น “ยุคตื่นทอง” เพราะหลายเจ้าออกมาโชว์ให้เห็นถึงโอกาสของสกุลเงินดิจิทัล ที่จะก้าวไปเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต ซึ่งพูดกันมาหลายปี แต่ที่ปีนี้มันต่างจากอดีต คือ มันจับต้องได้มากขึ้น
อย่างแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย SCB กระโดดเข้าไปซื้อกิจการ บิทคับออนไลน์ จุดนี้เองที่สะท้อนได้เลยว่าบริษัทอันดันต้นๆของไทยเอาแล้ว… รายย่อยๆ อย่างเรายิ่งมั่นใจว่ามาแน่!
หากมีเพียงปัจจัยการควบรวมของ SCB แรงส่งเดียวคงไม่กระเทือนขนาดนี้ เมื่อหันซ้าย แลขวาก็ยังมีบริษัทใหญ่ๆ ออกมาขานรับกันอีกเพียบ ตั้งแต่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดใช้นำคริปโต 7 สกุล มาใช้จ่ายในห้างได้
การเดินทางก็มีสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ที่เตรียมเปิดรับชำระค่าโดยสารด้วยคริปโตในวันที่ 1 มกราคม 65, อสังหาฯ ที่อยู่อาศัย ค่ายอนันดา กับ SC Asset เปิดรับให้ลูกค้านำคริปโตมาจ่ายแทนเงินสดได้
ปัจจัยหลักของชีวิต ทั้ง ซื้อของกินของใช้ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย เราได้เห็น เราจับต้องสิ่งของรอบตัวกันได้มากขึ้นก็เริ่มมั่นใจ แม้แต่ร้านกาแฟ อินทนิล หรือโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ที่เป็นสเกลเล็กลงมาก็ยังใช้ได้อีก จึงไม่น่าแปลกใจที่หันไปทางไหนผู้คนต่างพูดถึงคริปโตเคอเรนซี
ผลตอบแทนอันหอมหวล
พอเปิดกราฟดูราคาแล้วผลตอบแทนของตลาดนี้มันยิ่งเย้ายวนใจ เหมือนกับกรณีของเหรียญฯ KUB และ JFIN ที่พุ่งทะยานจนหลายคนอดใจไม่ไหวต้องกระโดดเข้าไปร่วมวง
เหรียญ Bitkub Coin หรือ KUB เดิมที่ในวันที่ 23 พ.ย.ราคาขยับๆ อยู่ที่ 68 บาท แล้ววิ่งพุ่งขึ้นแบบติดจรวจทำราคาทะลุนิวไฮต่อเนื่องตลอดกาล จนแตะ 500 บาท ซึ่งเรื่องนี้ก็ดูสดใส แต่ในท้ายที่สุดราคาดิ่งนรกหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ราคามาวนอยู่แถบ 140-200 บาท เรียกทำหลายคนที่เข้าไปรอตรง 400 กว่าๆ หนาวขึ้นมาเลยทีเดียว
ด้าน JFin เองก็ไม่น้อยหน้า เพราะราคาร่วงโหด 70-80% เช่นกัน ปั่นราคาแล้วทุบกันสนุกมือ ทำนักลงทุนหน้าใหม่เจ็บตัวกันไปถ้วนทั่ว งานนี้มีกลิ่นผิดปกติจน สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องออกมาตรวจสอบการเคลื่อนไหวว่าราคาถูกปั่นเกินจริงหรือไม่
หากตรวจสอบแล้วพบว่า มีการบิดเบือนราคา มีเจ้าคุมตลาดสร้างกลไกราคาปลอมๆขึ้นมา ก็สามารถลงดาบเอาผิดได้… แต่กว่าจะตรวจสอบกันจบ ผลของเม่าในรอบนี้ต้องเรียกว่า เป็นบทเรียนที่ 1 ของคนตื่นคริปโตกันเลย ว่าวงการนี้ ขึ้นได้เป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซ็นต์ ก็สามารถเทลงมาแรงๆได้เช่นกัน
อีกเสียงเตือนที่ไม่ใช่แค่การปั่นราคา
แต่เป็นการออกมาขยับของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศชัดว่าไม่สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี หรือการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลมาชำระค่าสินค้าและบริการ
โดยผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างคุณสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา บอกว่า ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก ทั้งยังมีความเสี่ยงในถูกโจรกรรมของมูลไซเบอร์ ข้อมูลส่วนบุคคล หากรั่วไหลออกไปจะเป็นเรื่องเป็นราว
อีกสิ่งคือความเสี่ยงของระบบการเงินคริปโต ที่ตัดตัวกลางออกไปเลยนั้น แม้ด้านหนึ่งจะเป็นเรื่องดี แต่อีกทางก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินด้วยเช่นกัน อันจะส่งผลวันกลับมาถึงร้านค้า ผู้ประกอบการ และตัวประชาชนผู้ใช้บริการเอง
ตัวอย่างในต่างประเทศตั้งแต่ อังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลี มาเลเซีย มีบางประเทศได้ทำการจำกัดวงการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลไว้ เน้นไปที่การลงทุนเป็นหลัก ไม่ได้นำมาสแกนชำระสินค้าหรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจลังเลกับการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ว่าตกลงแล้วมันจะเป็นสกุลเงินแห่งอนาคตของโลกดิจิทัล หรือจะเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงิน ที่ผันผวนสูง เอาแน่เอานอนไม่ได้กันแน่…
ถอดรหัสกันทีละเรื่อง
สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นสินหรือแห่งอนาคตหรือไม่นั้น คงตอบ ณ ตอนนี้ได้ว่า เป็นแน่ และกำลังเป็นแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกเหรียญที่จะก้าวไปจุดนั้นได้ ดังนั้นข้อนี้ต้องศึกษาพื้นฐานของแต่ละเหรียญที่เขาออกมาว่าใช้เพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วราคาขึ้นลงด้วยปัจจัยอะไรบ้าง
ส่วนความเสี่ยงต่อระบบการเงินนั้น เรื่องนี้อาจมองดูไกลตัว แต่มีผลกระทบต่อราคาแน่นอน แม้บางประเทศจะรับสกุลเงินดิจิทัลมาชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าลดต้นทุนการเงินได้เป็นหมื่นล้านดอลลาร์ กลับกัน IMF หรือแบงก์ชาติต่างๆ ยังส่งสัญญาณเตือนเรื่องความเสี่ยงที่ต้องศึกษาเช่นกัน
แล้วอนาคตของคริปโตจะยืนยาวแค่ไหน ก็ยังต้องผ่านบทพิสูจน์อีกมหาศาล เหมือนกับสินทรัพย์อย่างทองคำที่เนื้อแท้ก็เป็นแค่ก้อนหิน ที่ผู้คนทั่วโลกให้ค่า จึงมีค่าขึ้นมา แต่กว่าจะเป็นทางทุกวันนี้ก็ผ่านบทพิสูจน์มาเพียบ คริปโตฯ จึงย่อมหนีเรื่องนี้ไม่พ้นเช่นกัน วันใดวันหนึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจมาพลิกวงการคริปโตฯ ไปเลยในไม่กี่ปีก็เป็นได้
