ข่าว
Netflix รายงานผลประกอบการ พบคนดูลด! แต่บอกผู้ถือหุ้น ไม่ต้องกังวล เพราะนับเป็นการเปิดทางให้ขึ้นราคา
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เปิดเผยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 โดยระบุว่าการยกระดับการสร้างรายได้ (Monetization) ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มคุณค่าความบันเทิงและการนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ ท่ามกลางรายงานที่ชี้ว่าชั่วโมงการรับชมของสมาชิกเริ่มมีแนวโน้มลดลงและการแข่งขันในตลาดสตรีมมิงที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รายงานระบุว่า Netflix มีเป้าหมายสร้างมูลค่าให้แก่สมาชิก เพื่อเปิดทางให้บริษัทสามารถปรับขึ้นราคาค่าบริการได้เป็นครั้งคราว และเพิ่มอุปสงค์จากฝั่งผู้ลงโฆษณา
นอกจากนี้ ยังมีแผนผลักดันคอนเทนต์ออริจินัล กิจกรรมถ่ายทอดสด และคอนเทนต์จากผู้ผลิตภายนอก เพื่อรับมือกับการแข่งขันชิงเวลาและความสนใจของผู้บริโภคที่มีตัวเลือกคอนเทนต์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ข้อมูลวิเคราะห์จากบริษัททางการเงิน Jefferies ประเมินว่า เวลาในการรับชมเฉลี่ยต่อสมาชิกของ Netflix ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ลดลงเหลือ 49 ชั่วโมงต่อเดือน จากเดิม 66 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2023
ขณะที่ส่วนแบ่งเวลาการรับชมในสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคมลดลง 1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
เท็ด ซารานดอส (Ted Sarandos) ซีอีโอร่วมของ Netflix ชี้แจงในระหว่างการประชุมผลประกอบการว่า ผลงานในภูมิภาคต่างประเทศ ทั้งละตินอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของผู้ชม จำนวนสมาชิก รายได้ และผลกำไร
ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปด้วยดีแต่มีอัตราการเติบโตที่ช้ากว่าเป้าหมาย ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับลดพนักงานราว 1,000 ตำแหน่ง พร้อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง โดยปีเตอร์ ไรซ์ (Peter Rice) อดีตผู้บริหารจากดิสนีย์ (Disney) จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเนื้อหา (Chief Content Officer) แทน เบลา บาจาเรีย (Bela Bajaria) ในวันที่ 26 ตุลาคม
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Netflix ทำรายได้รวม 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแผนขยายแพ็กเกจแบบมีโฆษณาไปยังอีก 15 ประเทศภายในปี 2027 นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดกว้างคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เช่น การถ่ายทอดสดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL รวมถึงกำลังศึกษาแนวทางการรวมบริการสตรีมมิงจากบุคคลภายนอกและเพิ่มช่องคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง เพื่อรับมือการแข่งขันจากคู่แข่งในตลาดอย่าง HBO Max, Paramount Plus และ YouTube
