การเมือง
อภิสิทธิ์ นำทีม ปชป. แถลงค้านมติ กกต. คดีฮั้ว สว. จี้ DSI ขยายผลอั้งยี่ พร้อมหนุนฟ้อง ม.157
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมกฎหมาย ร่วมแถลงจุดยืนคัดค้านกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติฟ้องคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อศาลฎีกาเพียง 77 ราย โดยชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินคดี 229 ราย รวมถึงความเห็นของฝ่ายเลขาธิการ กกต. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กกต. นำมาตรฐานคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยมาใช้ ทั้งที่อำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้งใช้เพียงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่าพฤติการณ์ในข้อหาที่ 3 ถึง 7 ของผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 77 ราย มีลักษณะเป็นขบวนการอย่างเป็นระบบ บุคลากรหลายรายสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน แต่ กกต. กลับวินิจฉัยเป็นรายบุคคลโดยไม่ขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังตั้งข้อสงสัยกรณียอมรับการกลับคำให้การของพยานโดยอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ ทั้งที่เอกสารไม่มีรายละเอียดบุคคลผู้กระทำ อีกทั้ง กกต. ไม่ได้ดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จหรือเปลี่ยนสถานะพยานกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธสำคัญในกระบวนการทำงาน
สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวนั้น พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าขยายผลดำเนินคดีความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงินกับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องนับร้อยรายตามที่อัยการเคยตั้งข้อสังเกต โดยเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงหรือโยกย้ายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ไปยังศาลฎีกา เพื่อให้เข้าสู่ระบบไต่สวนอย่างครบถ้วน และหากศาลพบผู้กระทำผิดเพิ่มเติม กกต. จะต้องดำเนินคดีต่อเนื่องโดยไม่สามารถตัดจบกระบวนการได้
นอกจากนี้ พรรคได้เตรียมทีมกฎหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในการยื่นฟ้องดำเนินคดี กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กฎหมาย กกต. มาตรา 69 และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 รวมถึงสนับสนุนกลุ่ม สว. สำรอง และผู้สมัครทุกระดับ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้ กกต. ควรเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด เนื่องจากคำชี้แจงหลายประเด็นยังขาดความสมเหตุสมผล ซึ่งการผลักดันให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่นฟ้องโดยตรงจะช่วยลดข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อปกป้องกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย
