Connect with us

การศึกษา

ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ ชู 7 ชุมชนต้นแบบ ขับเคลื่อนการจัดการน้ำเชิงป้องกันสู่ Water Economy

Published

on

ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ชู 7 ชุมชนต้นแบบ ขับเคลื่อนแนวทาง Water Smart Communities สู่ Water Economy

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมวิชาการ Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 7 ชุมชนต้นแบบ และผลักดันยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกันสู่ระดับจังหวัด เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติและต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ Water Economy

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงสถิติความเสียหายว่า มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ สร้างความเสียหายราว 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังประเมินว่าหากเกิดอุทกภัยขนาดใกล้เคียงกับปี 2554 อีกครั้งภายในปี 2030 ไทยอาจสูญเสียผลผลิตเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้การลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้ากลายเป็นแนวทางสำคัญที่มีต้นทุนต่ำกว่าการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม ได้นำเสนอ 4 แนวทางในการจัดการน้ำ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า (Blue Infrastructure) เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและเปิดรับการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP), การพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ (Integrated Water Data Platform), การสร้างชุมชนอัจฉริยะด้านน้ำ (Water Smart Community) เพื่อให้ท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการน้ำ และการผลักดันให้การจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติที่เชื่อมการทำงานของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

สำหรับพื้นที่ต้นแบบ 7 แห่งที่นำมาถอดบทเรียน ประกอบด้วย ชุมชนเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำ, ชุมชนแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่ใช้ข้อมูลและงานวิจัยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็ม, ชุมชนตาหลังใน จังหวัดสระแก้ว ที่นำระบบข้อมูล COPIN มาใช้วิเคราะห์การใช้น้ำ, ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งบริหารจัดการน้ำผ่านแก้มลิงและพลังงานแสงอาทิตย์จนช่วยสร้างรายได้แก่ผู้สูงอายุในพื้นที่

ส่วนในระดับเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม ที่ฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จนปัจจุบันมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ด้านการเกษตรอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท, ชุมชนคลองเปรมประชากร กรุงเทพมหานคร ที่ปรับปรุงระบบระบายน้ำควบคู่กับที่อยู่อาศัย และย่านทรงวาด กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับปรุงพื้นที่ริมน้ำควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม จนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 5,000 คนต่อวัน สร้างรายได้หมุนเวียน 10-40 ล้านบาทต่อเดือน

Advertisement

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปภาพรวมการเสวนาว่า การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา มาเป็นการรู้ล่วงหน้าและป้องกัน โดยบูรณาการข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การจัดการน้ำไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณป้องกันภัย แต่เป็นการลงทุนเชิงรุกที่สร้างความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว