การเมือง
รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมฝาก-แลกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท สกัดเส้นทางเงินทุนเทาและบัญชีม้า
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ BOT ในการยกระดับมาตรการควบคุมธุรกรรมการเงินที่มีความเสี่ยง เพื่อปิดช่องทางการฟอกเงินและตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งผลการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเริ่มเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายด้าน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินการล่าสุดของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า เตรียมจะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 โดยขยายขอบเขตการควบคุมไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ที่จะต้องมีการรายงานที่มาของเงิน รวมถึงการแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น การนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท หรือ 500 บาท ซึ่งผู้ทำธุรกรรมจะต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการแลกเงินดังกล่าว มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและการใช้ระบบสถาบันการเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการรายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติทำให้มีการปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี
นอกจากนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้นโยบายปราบทุนเทาของรัฐบาลมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบธุรกิจนอมินีที่ส่งผลให้จำนวนบริษัทในกลุ่มเสี่ยงลดลงประมาณ 60% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนเทาได้มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงการตัดวงจรการเงินเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถอายัดทรัพย์สินได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 เมษายน ถึง 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การปราบปรามทุนเทาในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการทำลายฐานทุนและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้ง ธปท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในระยะยาว
ขณะที่ผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ร่วมกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ในการปกป้องประชาชนโดยช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย ยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท พร้อมทั้งสกัดกั้นเส้นทางการเงินด้วยการปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 351,000 บัญชี อายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกว่า 3,600 ล้านบาท และจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ได้มากกว่า 29,000 ราย โดยมีการออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายอีกกว่า 70 ราย
