การเมือง
สส.พุธิตา เรียกร้องตั้งกรรมการสอบกรณีตำรวจเชียงใหม่ใช้กำลังคุมผู้ชุมนุมมลพิษน้ำข้ามแดนจนแขนหัก หน้าสถานกงสุลจีน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังควบคุมตัวและผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านมลพิษทางน้ำข้ามแดน บริเวณใกล้กับสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอย่างน้อย 2 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กลุ่มประชาชนประมาณ 30 คน จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องการแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนภาคเหนือ โดยการชุมนุมดังกล่าวได้แจ้งต่อ สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เรียบร้อยแล้ว แต่ในระหว่างกิจกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าประชิดพื้นที่และเกิดการใช้กำลัง ส่งผลให้ วิศรุต ศรีจันท์ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ (P-move) ถูกผลักล้มจนแขนหักและหัวไหล่หลุด แม้ทาง ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จะแถลงยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ตามยุทธวิธีมาตรฐานสากล แต่ทางฝั่งผู้แทนราษฎรมองว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับคำแถลงอย่างชัดเจน
พุธิตา ชัยอนันต์ ระบุว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี การที่ประชาชนออกมาปกป้องแหล่งน้ำไม่ควรถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ Royal Thai Police ตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ รวมถึงดำเนินการชดเชยเยียวยาค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บโดยไม่มีเงื่อนไข และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ สส.เชียงใหม่ ยังเน้นย้ำว่า ผู้บังคับบัญชาและหัวหน้าชุดปฏิบัติการของ ตำรวจภูธรภาค 5 จะต้องออกมารับผิดชอบและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม โดยไม่โยนความผิดให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการชั้นผู้น้อย เพื่อร่วมกันยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในสังคมไทย
