Connect with us

Brick Insight

เจาะลึกเบื้องหลังอาถรรพ์เกมภาค 3 เมื่อทุนนิยมทำลายแฟรนไชส์ยอดฮิต?

Published

on

เจาะลึกเบื้องหลังอาถรรพ์เกมภาค 3 เมื่อนายทุนและระบบทุนนิยมเข้าควบคุมอุตสาหกรรมเกม เร่งทำกำไรจนทำลายคุณภาพเกมแฟรนไชส์ยอดฮิตที่เกมเมอร์รอคอย

สำนักข่าวบริคอินโฟ – วงการ อุตสาหกรรมเกม (Gaming Industry) มักเผชิญกับข้อสงสัยจากผู้เล่นถึงสิ่งที่เรียกว่า อาถรรพ์เกมภาค 3 เมื่อแฟรนไชส์เกมยอดฮิตหลายชื่อที่เคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กลับต้องมาตกม้าตายเมื่อเปิดตัวภาคที่สาม

แท้จริงแล้วเบื้องหลังความล้มเหลวนี้ไม่ได้เกิดจากโชคลางหรืออาถรรพ์ใดๆ แต่เป็นผลพวงจากระบบทุนนิยมที่นายทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขผลกำไรมากกว่าความหลงใหลในการสร้างสรรค์ผลงาน ส่งผลให้ค่ายเกมต้องเร่งรีบผลิตงานจนสูญเสียคุณภาพและจิตวิญญาณดั้งเดิมที่เหล่าเกมเมอร์ต่างรอคอย

หากย้อนดูตัวอย่างความสำเร็จในอดีต เกมระดับตำนานมักเริ่มต้นจากการพัฒนาโดยทีมงานขนาดเล็กที่มีความมุ่งมั่น เช่น เรด อเลิร์ต (Red Alert) ภาคแรกในปี 1998 มียอดขายในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 347,000 แผ่น สร้างรายได้กว่า 17.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อจะมีมูลค่าราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,140 ล้านบาท) ความสำเร็จนี้ดึงดูดทุนมหาศาลมาสู่การพัฒนา เรด อเลิร์ต 2 (Red Alert 2) ซึ่งทำยอดขายได้ถึง 810,000 แผ่น กวาดรายได้ไป 26.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,400 ล้านบาท)

เมื่อตัวเลขผลกำไรชัดเจน นายทุนจึงพยายามอัดฉีดเม็ดเงินและเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อลดระยะเวลา การพัฒนาเกม (Game Development) ให้สามารถผลิตภาคต่อออกมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็วที่สุด

Advertisement

อย่างไรก็ตาม การกดดันด้วยระยะเวลาที่จำกัดกลับสร้างผลกระทบเชิงลบอย่างหนักต่อนักพัฒนาหน้าเก่าจนเกิดภาวะหมดไฟและลาออกไป ทีมงานชุดใหม่ที่เข้ามาสานต่อจึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำความเข้าใจโครงสร้างเกมดั้งเดิม ส่งผลให้ผลงานในภาคที่ 3 อย่าง เพย์เดย์ 3 (Payday 3), คอมพานี ออฟ ฮีโรส์ 3 (Company of Heroes 3) รวมถึง เอ็มไพร์ เอิร์ธ 3 (Empire Earth 3) ขาดช่วงเวลาในการขัดเกลาให้สมบูรณ์ ซ้ำร้ายบางค่ายเกมยังเลือกใช้การตลาดด้วยการปล่อยตัวอย่างโฆษณาที่สวยหรูเกินจริงเพื่อหลอกล่อผู้ซื้อ

จนนำไปสู่วัฒนธรรมการต่อต้านจากผู้เล่นด้วยคำพูดติดปากว่า “Remember No Pre-Order” ซึ่งล้อเลียนมาจากประโยคฮิตในเกม คอลออฟดิวตี มอเดิร์นวอร์แฟร์ 2 (Call of Duty: Modern Warfare 2)

ทั้งนี้ อาถรรพ์เลข 3 ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกเกมเสมอไป เพราะยังมีแฟรนไชส์ที่สามารถรักษามาตรฐานและประสบความสำเร็จในภาคต่อๆ ไปได้ ไม่ว่าจะเป็น โรลเลอร์โคสเตอร์ ไทคูน 3 (Roller Coaster Tycoon 3), เอจ ออฟ เอ็มไพร์ส 3 (Age of Empires III) หรือแม้กระทั่งเกมที่ผ่านพ้นภาคสามมาได้อย่าง เดอะ ซิมส์ 4 (The Sims 4) และ ทรอปิโก 6 (Tropico 6)

ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาความอยู่รอดของแฟรนไชส์เกม จึงเป็นเรื่องของความเข้าใจในธรรมชาติของอุตสาหกรรมเกม มากกว่าการมองผ่านมุมมองของนักธุรกิจเพียงอย่างเดียว

Advertisement