การเมือง
อนุทิน ย้ำไทยเร่งเปลี่ยนผ่าน พลังงานสะอาด พร้อมตรึงค่าไฟและติดตามสถานการณ์ ตะวันออกกลาง ใกล้ชิด
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยผลการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community หรือ AZEC Plus Online Summit โดยเน้นย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมกางแผนรับมือวิกฤตพลังงานจากผลกระทบสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง และมาตรการลดค่าครองชีพด้วยการตรึง ค่าไฟฟ้า รวมถึงการกระจายสินค้าพื้นฐานราคาประหยัดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ในการประชุม AZEC ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีได้หารือเพื่อผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียสู่เป้าหมาย Net Zero โดยระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการใช้พลังงานเพื่อความมั่นคง แต่ต้องไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน พร้อมมองว่าวิกฤตพลังงานโลกเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานทางเลือก โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “รัฐบาลไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และพร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ”
สำหรับสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง รัฐบาลได้เฝ้าติดตามผลกระทบต่อราคา น้ำมันดิบ อย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ได้ประสานงานกับ กระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมแผนสำรอง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณประชาชนที่ร่วมใจประหยัดพลังงาน จนส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้น ช่วยบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างเดินทางเยือนกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น โอมาน และอิหร่าน เพื่อดูแลคนไทยและเจรจาด้านโลจิสติกส์และการค้า ซึ่งได้รับรายงานว่าการหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี
ด้านมาตรการช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรีเตรียมเร่งดำเนินการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะมาตรการ ค่าไฟฟ้า ที่กำหนดอัตราพิเศษสำหรับ 200 หน่วยแรกให้กับทุกครัวเรือน นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย จัดโครงการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยาให้กับประชาชน
ส่วนประเด็นความมั่นคง นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุความไม่สงบมาดำเนินคดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าอาวุธต้องไม่ถูกนำมาใช้ทำร้ายประชาชน โดยเน้นย้ำทิ้งท้ายถึงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐว่า “หากพบการทำงานล่าช้าหรือไม่เต็มศักยภาพ รัฐบาลพร้อมดำเนินการปรับเปลี่ยนบุคลากรให้เหมาะสม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”
