ข่าว
การ์ทเนอร์คาดภายในปี 2571 ครึ่งหนึ่งขององค์กรทั่วโลกจะหันมาใช้ Zero-Trust รับมือความเสี่ยงข้อมูล AI ล้นระบบ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – การ์ทเนอร์ อิงก์ (Gartner Inc.) เปิดเผยรายงานคาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยีล่าสุด ระบุว่าภายในปี 2571 องค์กรธุรกิจกว่า 50% จะเริ่มนำมาตรการ Zero-Trust Data Governance มาใช้ในการกำกับดูแลข้อมูล เพื่อรับมือกับการแพร่กระจายของ ข้อมูลที่สร้างโดย AI (AI-Generated Data) ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความน่าเชื่อถือในการพัฒนา โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models – LLM) และอาจนำไปสู่ภาวะการล่มสลายของโมเดลในอนาคต
หวัน ฟุ่ย ชาน (Wan Fui Chan) รองประธานบริหารของ การ์ทเนอร์ (Gartner) ระบุว่าในปัจจุบันองค์กรไม่สามารถหลับหูหลับตาเชื่อถือข้อมูล หรือทึกทักเอาเองได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ เนื่องจากข้อมูลจาก AI ได้แพร่กระจายจนแทบแยกไม่ออกจากข้อมูลต้นฉบับ การนำแนวทาง Zero-Trust มาใช้เพื่อสร้างระบบยืนยันตัวตนและตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางธุรกิจและการเงิน
ปัญหาที่น่ากังวลคือภาวะ การล่มสลายของโมเดล (Model Collapse) ซึ่งเกิดจากการที่โมเดลรุ่นใหม่ๆ ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลที่ AI รุ่นก่อนหน้าสร้างขึ้นมา (Web-Scraped Data) แทนที่จะเป็นข้อมูลจากมนุษย์จริงๆ โดยผลสำรวจ 2026 Gartner CIO and Technology Executive Survey พบว่า 84% ของผู้บริหารมีแผนเพิ่มงบประมาณด้าน GenAI ในปีนี้ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดวงจรการป้อนข้อมูลที่บิดเบือนกลับเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้ AI ให้คำตอบที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
“เมื่อข้อมูลที่สร้างจาก AI แพร่หลายมากขึ้น ทำให้บางประเทศเริ่มเข้มงวดกับกฎระเบียบเพื่อบังคับให้มีการตรวจสอบข้อมูลว่า ปลอด AI (AI-Free) องค์กรจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือและบุคลากรที่มีทักษะในการจัดการ เมตาดาต้า (Metadata) เพื่อใช้แยกแยะประเภทข้อมูลและติดตามแหล่งที่มาได้อย่างแม่นยำ” ชานกล่าวเสริมถึงความสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคปัจจุบัน

ทางด้าน การ์ทเนอร์ (Gartner) ได้เสนอแนะกลยุทธ์ให้องค์กรเร่งแต่งตั้งผู้นำด้านการกำกับดูแล AI หรือ AI Governance Leader เพื่อดูแลนโยบายความปลอดภัยโดยเฉพาะ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทีมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และทีมวิเคราะห์ข้อมูล (Data and Analytics – D&A) เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ การนำแนวปฏิบัติการจัดการเมตาดาต้าเชิงรุก (Active Metadata Management) มาใช้ จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อพบข้อมูลที่ล้าสมัยหรือมีอคติ ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความถูกต้องสูง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป
