ข่าว
‘เครดิตบูโร’ เผยคนไทยเข้าถึงสินเชื่อแค่ 25% หนี้เสียพุ่ง 1.2 ล้านล้านบาท เข้าขั้นวิกฤต
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Surapol Opasatien ระบุถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่ามีเพียง 25% ของคนไทยเท่านั้นที่มีสุขภาพทางการเงินดีพอที่จะเข้าถึงสินเชื่อได้ ขณะที่หนี้เสีย (NPLs) พุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงปัญหาวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่น่ากังวล
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยป๋วย พบว่าจากลูกหนี้กว่า 27 ล้านราย มีเพียง 25% เท่านั้นที่มีสุขภาพทางการเงินดีพอที่จะยื่นขอสินเชื่อได้ตามมาตรฐานในปัจจุบัน ซึ่งมาตรฐานสินเชื่อที่ว่านี้มีการคุมเข้มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ข้อมูลสินเชื่อในระบบที่มีการส่งให้เครดิตบูโรทุกเดือนพบว่า มีมูลค่าถึง 13.6 ล้านล้านบาท หากรวมหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 16.3 ล้านล้านบาท
นายสุรพล กล่าวว่า “โดยหนี้เสีย (NPLs) มีจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.5 ล้านบัญชี หนี้ที่กำลังจะเสีย (SM) มีจำนวน 5.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.9 ล้านบัญชี หนี้ปรับโครงสร้าง (TDR) มีจำนวน 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.7 ล้านบัญชี และหนี้ปรับโครงสร้างเชิงป้องกัน (DR) มีจำนวน 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.7 ล้านบัญชี
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงและไม่เต็มที่ ประกอบกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ เช่น เกณฑ์อายุผู้กู้ เกณฑ์รายได้ และประวัติเครดิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ด้วยตัวเลขหนี้ที่มีลักษณะต่างๆข้างต้น ด้วยจำนวนมูลหนี้เป็นบาท ด้วยจำนวนที่นับเป็นบัญชีแล้ว เรามีปัญหาระดับที่อาจเรียกว่าวิกฤติได้นะครับ , การฟื้นตัวของรายได้ไม่มากพอ ไม่ทั่วถึง ยังมาไม่เต็มที่และไม่เหมือนเดิม ประกอบกับคนที่พยายามจะขอกู้ติดกำแพงดังนี้, ชนกำแพงอายุ เพราะถ้าจะต้องผ่อนเกินอายุ 60,65ปี ใครเขาจะให้กู้ , ชนกำแพงรายได้ เพราะมันมีข้อกำหนดเรื่อง Debt to income, หนี้ต่อรายได้ ว่าเต็มศักยภาพในการหารายได้มาจ่ายหนี้ถ้าจะก่อเพิ่มได้มั้ย”
นายสุรพล ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาระหนี้สินกองเป็นภูเขา หลังจากเจอหลุมรายได้ มันฉุดกระชากเศรษฐกิจ, เซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ดังนั้น มาตรการที่กำลังแก้อยู่ไม่ว่า คุณสู้ เราช่วย , จ่ายตรง คงทรัพย์ , ปิดจ่ายจบ หรือที่กำลังวิวาทะฝุ่นตลบ หากทางใดทางหนึ่ง หรือทางหนึ่งทางใดจะทะลุปัญหานี้ นอกเหนือจากออกมาพูดเก๋ไก๋ ว่าเป็นเรื่องโครงสร้าง แต่ไม่บอกวิธีแก้ชัดๆ แล้วล่ะก็ เราควรใจกว้างๆ ใจร่มๆ เปิดรับฟังวิธีการ เราควรสู้กับเรื่อง ไม่ใช่สู้กับคนให้มีเรื่อง ต้องคิดบวก ไม่ใช่พร้อมบวก บ้านเมืองมันถึงจะวิวัฒน์ ถ้าติไปทุกเรื่อง มันก็วิบัติ”
