Connect with us

ข่าว

สวทช. และ IRD ผนึกกำลังต่อยอดความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ มุ่งวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม 5 ปี

Published

on

สวทช. (NSTDA) และ IRD ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 5 ปี มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บคาร์บอน และการศึกษาสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนระดับโลก

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Institut de recherche pour le développement – IRD) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ฉบับใหม่ ระยะเวลา 5 ปี เพื่อสานต่อการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา โดยเน้นการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่โลกกำลังเผชิญ ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสององค์กร และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและฝรั่งเศส

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2573 นี้ จะมุ่งเน้นการวิจัยในประเด็นสำคัญ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บคาร์บอน และการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง โดยเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำงานร่วมกันทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันต่อโลกและอนาคตของคนรุ่นต่อไป สวทช. และ IRD มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นายฌิล เปกาซู (Mr. Gilles Pecassou) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IRD เสริมว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ IRD ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2560 ได้มีความร่วมมือในโครงการที่ประสบความสำเร็จหลายโครงการ และได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนระดับนานาชาติ การต่ออายุบันทึกข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการผลักดันงานวิจัยสหวิทยาการ ส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านนวัตกรรมและการศึกษา

นางลีส ตาลโบต์ บาเร (Mrs. Lise Talbot-Barré) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมและความร่วมมือ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำว่า ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส และบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ไม่เพียงเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่าง สวทช. และ IRD แต่ยังสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Advertisement

ความสำเร็จจากโครงการความร่วมมือในระยะแรกของทั้งสองสถาบัน ได้แก่ โครงการ BIMOMS (Biodiversity Modelling at Multiple Scale) ซึ่งเป็นโครงการ JEAI BIMOMS (พ.ศ.2565–2567) ภายใต้โครงการ Young Teams Associated with IRD ที่ศึกษาการสร้างแบบจำลองระบบนิเวศตั้งแต่พลวัตความหลากหลายทางชีวภาพในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปจนถึงรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้และการใช้ที่ดินในระดับภูมิภาค โดยบูรณาการข้อมูลภาคสนาม ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องมือระดับโมเลกุล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงการ SIMPLE (Sustainability Issue Metaverse for Building Participatory Learning Environments) ที่เป็นการวิจัยร่วมกันระหว่างฝรั่งเศส เวียดนาม และไทย โดยใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (AR/VR) เพื่อสร้างความตระหนักด้านการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่เยาวชนไทย กิจกรรมนำร่อง “BiodiVRestorer: Immersive VR Experience for Biodiversity Restoration” ได้เข้าถึงนักเรียนกว่า 219 คน และพบว่านักเรียนมีความเข้าใจในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ NATURAL FORESTORE ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ BNP Paribas เป็นโครงการวิจัยสหวิทยาการที่มุ่งศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในป่าเขตร้อนธรรมชาติ โดยบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายสาขา เช่น เมตาจีโนมิกส์ การสำรวจระยะไกล ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โครงการนี้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2567 ในพื้นที่ศึกษาป่าอนุรักษ์ 3 แห่งในประเทศไทย และ 1 แห่งใน สปป.ลาว โดยพื้นที่เหล่านี้ถูกคัดเลือกเพื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการธรรมชาติ” ที่เป็นตัวแทนของสภาพป่าที่แตกต่างกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมและรอบด้าน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เชิงลึกที่สามารถอธิบายปัจจัยและกระบวนการที่ส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอนในป่าเขตร้อนได้อย่างแท้จริง การวิจัยนี้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ เมตาจีโนมิกส์ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของจุลินทรีย์ใต้ดิน การสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียมและ Lidar เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างป่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้คือแบบจำลองการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าเขตร้อนที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและกำหนดนโยบายเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนการติดตามและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพตาม “ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ” ของสหประชาชาติ