ข่าว
ออกหมายจับ เบน สมิธ พร้อมภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ เสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ตร.ลุยค้น 6 จุดขยายผลคดีฟอกเงิน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ตำรวจสอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการขยายผลขบวนการหลอกลงทุนข้ามชาติ นำไปสู่การออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Ben Smith) นักธุรกิจชาวต่างชาติ พร้อมด้วย นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและฟอกเงิน หลังสืบสวนพบพฤติการณ์หลอกลวงนักลงทุนชาวต่างชาติให้ร่วมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และเครื่องบินเจ็ท มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ล่าสุดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด พบหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม 13 รายการ

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ เข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (Central Investigation Bureau: CIB) ว่าถูก นายเบน สมิธ (Ben Smith) และพวก หลอกลวงให้ลงทุนในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2559 โดยในช่วงแรกมีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการแนะนำให้รู้จักกับนักธุรกิจและนักการเมือง รวมถึงมีการลงทุนจริงในตลาดหลักทรัพย์จนผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจ ก่อนจะเริ่มแผนการหลอกลวงในโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการชักชวนลงทุนในหุ้นเพซ (PACE) มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท โดยอ้างผลตอบแทนสูงถึง 7-11% เพื่อจูงใจ
นอกจากเรื่องหุ้นแล้ว นายเบน สมิธ ยังได้หลอกให้ผู้เสียหายวางเงินมัดจำซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวอีก 21 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำมาปล่อยเช่าและใช้ส่วนตัว รวมถึงการหลอกลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าอีก 126 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่อ้างว่าเป็นการชำระมัดจำ 7 ห้องพร้อมค่าตกแต่งรวม 144 ล้านบาท แต่ภายหลังกลับพบว่าห้องชุดดังกล่าวถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมด ทำให้ผู้เสียหายทราบว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายเบน สมิธ (Ben Smith) เป็นบุคคลที่ทางการสหรัฐอเมริการะบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ระดับนานาชาติและการฟอกเงิน ขณะที่ภรรยาคือ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ พบข้อมูลว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2568 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินบางส่วนไว้ตรวจสอบตามกฎหมายฟอกเงินเรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อรวบรวมพยานเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลในเครือข่าย โดยสามารถตรวจยึดสิ่งของที่เป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ 13 รายการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป
ทางด้าน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรายงานมูลฐานความผิดในคดีฟอกเงินเพิ่มเติม ซึ่งครอบคลุมพฤติการณ์กระทำผิดตั้งแต่ปี 2559 เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ในเครือข่ายนี้ให้ถึงที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและกระทบต่อภาพลักษณ์การลงทุนข้ามชาติ
