Connect with us

ข่าว

“อิหร่าน” ผู้ให้กำเนิดตำนาน Mercedes-Benz G-Wagon รถออฟโรดสุดแกร่งจากไอเดียพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านที่คนคิดไม่เคยได้ใช้ ?

Published

on

ย้อนรอยประวัติ Mercedes-Benz G-Wagon หรือ G-Class รถ SUV ทรงเหลี่ยมยอดนิยมที่เกิดจากไอเดียพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน สู่ไอคอนความแกร่งและความหรูหราในปัจจุบัน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ไม่ได้มีดีแค่รถสปอร์ตหรือรถซีดานสมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังมีรถยนต์อเนกประสงค์หรือ SUV รุ่นตำนานอย่าง G-Wagon หรือ G-Class ที่ถือกำเนิดขึ้นจากโจทย์การใช้งานทางทหาร โดยได้รับคำแนะนำจาก พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi) แห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในขณะนั้น จนกลายเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่ผสมผสานความสมบุกสมบันเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัวและครองใจผู้ใช้งานทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ

จุดเริ่มต้นของ Mercedes-Benz G-Wagon เกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน ทรงเสนอให้ทางบริษัทผลิตรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีประสิทธิภาพสูงในทางทหารแต่ยังเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานพลเรือนได้ด้วย ส่งผลให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตัดสินใจร่วมมือกับ สเตเยอร์-ดาอิมเลอร์-พุค (Steyr-Daimler-Puch) ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์จากประเทศออสเตรีย จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ Galandefahrzeug-Gesselschaft เพื่อพัฒนาและทดสอบรถต้นแบบอยู่หลายปี จนกระทั่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในชื่อ Geländewagen (ภาษาเยอรมันแปลว่า รถออฟโรด) ในปี 1979

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์กลับเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในอิหร่านช่วงปลายทศวรรษ 1970 เริ่มต้นจากการประท้วงต่อต้านระบอบปกครองของ พระเจ้าชาห์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการตีพิมพ์บทความโจมตี อยาตอลเลาะห์ รูโฮลลาห์ โคมัยนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ในหนังสือพิมพ์ Ettela’at เมื่อต้นปี 1978 เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การปฏิวัติอิสลามที่บานปลาย จนทำให้ พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในเดือนมกราคม 1979 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ G-Wagon รุ่นแรกเริ่มสายการผลิตอย่างเป็นทางการ ทำให้พระองค์ผู้เป็นเจ้าของไอเดียและผู้สั่งจองรถรุ่นนี้เพื่อใช้ในกองทัพอิหร่าน กลับไม่มีโอกาสได้ครอบครองหรือใช้งานรถรุ่นนี้ในฐานะประมุขของประเทศตามที่ตั้งใจไว้

ในเจเนอเรชันแรก G-Wagon เปิดตัวด้วย 3 รูปแบบตัวถัง คือ แบบเปิดประทุน, 2 ประตู และ 4 ประตู โดยมีตัวเลือกเครื่องยนต์ทั้งเบนซิน 2.3 ลิตร และดีเซลที่ให้เลือกทั้งแบบ 4 สูบ และ 5 สูบ คุณสมบัติเด่นในยุคนั้นคือความสามารถในการไต่ความชันได้ถึง 80% ระยะห่างจากพื้นดิน (Ground Clearance) 8.3 นิ้ว และรองรับการบรรทุกสัมภาระบนหลังคาได้สูงสุดถึง 440 ปอนด์ พร้อมระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ที่ช่วยให้การควบคุมรถสะดวกยิ่งขึ้น

ตลอดช่วงทศวรรษที่ 1990 จี-วากอน (G-Wagon) เริ่มปรับโฉมให้มีความหรูหรามากขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าพลเรือนที่ต้องการรถ SUV สำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน โดยมีการเพิ่มฟังก์ชันความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control), เบาะหนัง, ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และการตกแต่งภายในด้วยลายไม้ ซึ่งความนิยมของรถรุ่นนี้ยังพุ่งสูงขึ้นจากการถูกเลือกใช้งานในเหตุการณ์สำคัญระดับโลก เช่น การสร้างรถ “Popemobile” สำหรับสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 และการสร้างสถิติเดินทางรอบโลกกว่า 560,000 ไมล์ ผ่าน 215 ประเทศ โดยกุนเธอร์ โฮลทอร์ฟ อดีตผู้บริหารที่ใช้รถรุ่นนี้เป็นพาหนะคู่ใจ

สำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาส (Mercedes-Benz G-Class) รุ่นปัจจุบัน แม้จะยังคงรักษาดีไซน์ทรงกล่องอันเป็นเอกลักษณ์และโครงสร้างที่แข็งแกร่งไว้ แต่ภายในถูกยกเครื่องใหม่สู่ความหรูหราเต็มรูปแบบ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ระบบปรับอากาศแยก 3 โซน และเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก เบอร์เมสเตอร์ (Burmester) พร้อมลำโพง 15 จุด ในส่วนของสมรรถนะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 416 แรงม้า แรงบิด 450 ปอนด์-ฟุต พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ All-wheel drive เป็นมาตรฐาน สามารถลากจูงน้ำหนักได้สูงสุดถึง 7,000 ปอนด์

Advertisement

ในด้านความปลอดภัย G-Class ยุคใหม่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ครบครัน อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามรถคันหน้าพร้อมฟังก์ชัน Stop-and-go, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาจากรถที่เน้นการใช้งานทางทหารในอดีต สู่การเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับไฮเอนด์ที่ยังคงจิตวิญญาณการบุกตะลุยไว้อย่างเหนียวแน่น