ข่าว
ทรัมป์เปิดประเด็นร้อน พาดพิงเหตุโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น เมื่อถูกถามเรื่องอิหร่าน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในระดับสากล เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างการโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ต่อหน้า ซานาเอะ ทาคาอิชิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างการหารือ ณ ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยคำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตที่สหรัฐฯ ยึดถือมานานหลายทศวรรษ และอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคเอเชีย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในห้องทำงานรูปไข่ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้แจ้งให้ประเทศพันธมิตรทราบล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการให้เกิดความประหลาดใจหรือการเซอร์ไพรส์ พร้อมกับหันไปกล่าวกับผู้นำญี่ปุ่นว่า “ไม่มีใครรู้เรื่องการเซอร์ไพรส์ดีไปกว่าญี่ปุ่น ทำไมคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ?” ซึ่งคำพูดดังกล่าวสร้างความอึดอัดใจให้กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้เข้าร่วมบางส่วนในห้องก็ตาม
นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศมองว่า การหยิบยกเหตุการณ์ การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Attack on Pearl Harbor) มาล้อเลียนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างมาก เนื่องจากในอดีตผู้นำสหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงเหตุการณ์นี้ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีที่สร้างขึ้นหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) โดยเฉพาะภาพลักษณ์ความปรองดองที่เคยเกิดขึ้นในปี 2559 เมื่ออดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) และอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ (Shinzo Abe) ร่วมรำลึกผู้เสียชีวิต ณ สถานที่เกิดเหตุร่วมกัน
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในรัฐฮาวายแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้มีชาวอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 คน และทำให้เรือรบสำคัญอย่าง เรือประจัญบานยูเอสเอส แอริโซนา (USS Arizona) ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนนำไปสู่การที่ประธานาธิบดี แฟรงกิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประกาศสงครามและนำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว
การกระทำของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นสะท้อนตัวตนของผู้นำที่มักสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและเลือกที่จะข้ามผ่านกรอบการทูตแบบเดิม แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียด ซึ่งความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นถือเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงในแปซิฟิก
