Connect with us

การเมือง

“โรม” นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน รับฟังปมพิพาทที่ดิน 2 แสนไร่ เล็งดันกฎหมายนิรโทษกรรมช่วยชาวบ้าน

Published

on

คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

สำนักข่าวบริคอินโฟ – คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย หลังพบว่าการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เมื่อปี 2524 เกิดความผิดพลาดประกาศทับซ้อนชุมชนดั้งเดิม ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 30,000 คน ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและแบกรับภาระคดีความ ทั้งนี้ทางกรรมาธิการเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเสนอแนวทางออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ประชาชนในพื้นที่สะท้อนว่า ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดเริ่มมาจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเมื่อปี 2524 ที่ขาดการสำรวจข้อเท็จจริงว่ามีชุมชนตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งชาวบ้านมีหลักฐานทะเบียนบ้านและเอกสารทางราชการยืนยัน การประกาศทับซ้อนดังกล่าวทำให้สิ่งปลูกสร้างถูกสั่งรื้อถอนและเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2543 เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ปรับปรุงแนวเขตสำรวจใหม่ ซึ่งเป็นแนวเขตที่แยกชุมชนออกจากป่าอย่างถูกต้อง แต่แนวเขตปี 2543 นี้กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขในพระราชกฤษฎีกา จึงทำให้เกิดการดำเนินคดีกับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ส่วนกระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนมองว่าเกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อนและการชี้นำของข้าราชการบางกลุ่มที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการปรับแนวเขตเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ทั้งที่พื้นที่พิพาทหมดสภาพความเป็นป่าไปนานแล้ว

ด้านตัวแทนอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยข้อมูลระหว่างเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นว่า ทางสำนักงานเคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีคำวินิจฉัยว่าควรใช้แนวเขตสำรวจปี 2543 เป็นแนวอ้างอิงเนื่องจากแยกพื้นที่ป่าและชุมชนไว้อย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน และพร้อมนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามกระบวนการ

นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือว่า ปัญหานี้ครอบคลุมพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่อยู่มาก่อนต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยกรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อบรรจุเข้าวาระพิจารณาในเดือนสิงหาคม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง

Advertisement

“ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนในกลุ่มที่ยังไม่มีแนวทางรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่กว่าพันคน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยของประชาชนครั้งใหญ่ พร้อมเห็นว่ารัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวงว่าจะสูญเสียบ้านของตนเอง” นายรังสิมันต์ กล่าว

นอกจากนี้นายรังสิมันต์ยังระบุว่า จะผลักดันการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีความ เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีอำนาจแทรกแซงดุลยพินิจของศาลโดยตรง และต้องการแก้ไขปัญหานี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ขณะที่ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประชาชน (PP) ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนและที่ดินทำกินดั้งเดิม หรือบางส่วนเข้ามาอยู่ตามนโยบายความมั่นคงของรัฐ ไม่ใช่การบุกรุกป่า และบางส่วนได้รับจัดสรรจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. แล้ว ทั้งนี้แนวเขตปี 2543 เป็นแนวที่รัฐสำรวจและได้รับการรับรองจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 ไม่ใช่แนวเขตที่ชาวบ้านตั้งขึ้นเอง การแก้ไขปัญหาจึงควรเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสม โดยพื้นที่ในเขต ส.ป.ก. ควรให้ ส.ป.ก. เข้ามาบริหารจัดการ ส่วนการเสนอใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพื่ออนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์นั้น อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในกลไกของ ส.ป.ก. เอง และไม่ควรปล่อยให้คดีความเพียงกว่า 500 คดี กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของประชาชนกว่า 30,000 คน ทุกกรณีจึงต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม

Advertisement
Continue Reading
Advertisement