Connect with us

ข่าว

สุริยะ สั่งกรมชลประทานบริหารน้ำเชิงรุกรับมือเอลนีโญ จัดแผน 5 ด้านคุมความเสี่ยงพื้นที่ EEC

Published

on

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเชิงรุกรับมือเอลนีโญ ปี 2569-2570 ชูแผน 5 ด้านสำรองน้ำภาคเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจ EEC

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาวะฝนน้อยกว่าปกติภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 ไปจนถึงปี 2570 โดยมุ่งเน้นการเก็บกักและจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ภาคประชาชน และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) ที่ต้องจัดเตรียมระบบสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ ยืนยันรัฐบาลเตรียมพร้อมล่วงหน้าผ่าน 5 มาตรการหลักเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารน้ำเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

การสั่งการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการลงพื้นที่ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการติดตามการบริหารจัดการน้ำโครงการคลองระบายน้ำภักดีรำไพ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี รวมถึงรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ณ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์ฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงอันเนื่องมาจากความผันผวนของสภาพอากาศ จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรทันที โดยในกรณีที่เกิดอุทกภัยได้เน้นย้ำให้ป้องกันพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล วัด โบราณสถาน และสถานที่สำคัญของชุมชน เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกรณีเกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง ได้มอบหมายให้กรมชลประทานจัดหารถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนในทันที

“น้ำไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิต แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยพื้นที่ EEC ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่พลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุน” นายสุริยะ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมบริหารความเสี่ยงผ่าน 5 มาตรการ ประกอบด้วย การเร่งเก็บกักน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชุมชน การบริหารจัดการน้ำตามลำดับความสำคัญโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำ ไฟฟ้า อุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเกษตรผ่านระบบชลประทานที่แม่นยำและเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ การติดตามพยากรณ์สถานการณ์น้ำเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ (Water Productivity) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำให้ได้มากที่สุด โดยระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารน้ำเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

Advertisement

“ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพประเทศไทยจะสามารถผ่านความผันผวนของภูมิอากาศครั้งนี้ได้ และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

Continue Reading
Advertisement