ข่าว
แคสเปอร์สกี้เผยผลวิจัย “Safe Sharenting” ชี้อายุและเพศผู้ปกครองส่งผลต่อความปลอดภัยออนไลน์ของบุตรหลาน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลงานวิจัยล่าสุดระบุว่าพฤติกรรมการแบ่งปันเรื่องราวของบุตรหลานบนโลกออนไลน์ หรือ Sharenting ในกลุ่มผู้ปกครองภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับปัจจัยด้านอายุและเพศ โดยพบว่าผู้ปกครองที่มีอายุมากขึ้นจะมีความมั่นใจและมองเห็นอุปสรรคในการจัดการความปลอดภัยทางดิจิทัลน้อยลง ขณะที่กลุ่มมารดามีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการป้องกันความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดกว่า เนื่องจากสัญชาตญาณในการปกป้องลูกที่ขยายขอบเขตจากโลกจริงสู่โลกดิจิทัล
งานวิจัยหัวข้อ “Small Shares, Big Risks: How Parents Assess Threats and Cope with Sharing of Children’s Data” ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) และ สถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ (Singapore Institute of Technology หรือ SIT) ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุ 0-12 ปี ในหลายประเทศรวมถึงสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พบว่า “การประเมินความสามารถในการรับมือ” เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดพฤติกรรมการป้องกัน โดยผู้ปกครองที่มั่นใจในทักษะดิจิทัลของตนเองจะมีแนวโน้มในการควบคุมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อมูลจากผลสำรวจระบุว่า ผู้ปกครองมากกว่า 80% มีความตระหนักและดำเนินการเชิงรุกเพื่อปกป้องบุตรหลาน เช่น การหลีกเลี่ยงการระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนได้ (PII) อาทิ วันเกิดหรือที่ตั้งโรงเรียน รวมถึงการขออนุญาตลูกก่อนโพสต์เนื้อหา นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มที่น่าสนใจว่าผู้ปกครองที่มีอายุมากจะมีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเต็มใจที่จะจัดการการตั้งค่าความปลอดภัยได้คล่องตัวกว่าผู้ปกครองอายุน้อย ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สะสมมา
ทริเซีย อ็อกตาเวียโน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Kaspersky ให้ความเห็นว่า “โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพ่อแม่มีอายุมากขึ้น ก็จะมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูบุตรหลานมากขึ้น และเข้าใจถึงภัยคุกคามและจุดอ่อนต่างๆ ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้ดีขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีสัญชาตญาณทางชีววิทยาที่จะปกป้องลูกๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง จึงต้องการที่จะปกป้องลูกๆ จากภัยคุกคามทางดิจิทัลด้วยเช่นกัน”
ด้าน รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี จาก สถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ (SIT) กล่าวเสริมว่า “งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความเป็นจริงของการเลี้ยงดูบุตรในยุคปัจจุบัน การแชร์ช่วงเวลาของครอบครัวทางออนไลน์อาจทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงที่มองไม่เห็น เช่น การเก็บข้อมูลส่วนตัว และการใช้ข้อมูลในทางที่ผิด เราแนะนำให้ผู้ปกครองตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย และพูดคุยกับครอบครัวเกี่ยวกับสิ่งที่ควรและไม่ควรแชร์ทางออนไลน์”
เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองหมั่นตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ ลบบัญชีที่ไม่ได้ใช้งาน ปิดฟังก์ชันเมตาดาต้าและการระบุตำแหน่งในรูปถ่าย รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยจัดการอย่าง Kaspersky Safe Kids เพื่อควบคุมเนื้อหาและเวลาการใช้งานหน้าจออย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดร่องรอยดิจิทัลที่อาจส่งผลกระทบต่อบุตรหลานในอนาคตได้
