ข่าว
ราชกิจจาฯ ประกาศบังคับสื่อสังคมออนไลน์ต้องพิสูจน์ตัวตนผู้ลงโฆษณาทุกครั้ง เริ่ม 1 พ.ย. 69
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ คธอ. เรื่อง มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) โดยสาระสำคัญระบุให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องจัดให้มีการ พิสูจน์ตัวตน (Authentication) ของผู้ลงโฆษณาทุกครั้งก่อนที่จะเผยแพร่โฆษณา เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและลดปัญหาการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
ประกาศฉบับดังกล่าวอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายจัดการ บัญชีม้า ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การควบคุมดูแล ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Provider) ให้มีระบบคัดกรองผู้ใช้งานที่ต้องการยิงโฆษณาอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้ต้องเลือกใช้วิธีการพิสูจน์ตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การตรวจสอบเอกสารแสดงตัวตนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐและตรวจสอบความเป็นเจ้าของเอกสารนั้น หรือใช้ระบบ พิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ที่มีมาตรฐานตามที่ คธอ. กำหนด
นอกจากขั้นตอนการตรวจสอบก่อนลงโฆษณาแล้ว สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ระบุว่าผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณาไว้อย่างน้อย 90 วัน นับแต่วันที่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ในกรณีที่เกิดปัญหา ข้อมูลที่ต้องจัดเก็บครอบคลุมทั้งชื่อบุคคล นิติบุคคล ผู้แทนนิติบุคคล เอกสารยืนยันตัวตนอย่าง บัตรประชาชน (ID Card) หรือ หนังสือเดินทาง (Passport) รวมถึงข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์
ในกรณีที่มีการทำธุรกรรมผ่านตัวแทน กฎหมายยังระบุเพิ่มเติมว่าหากมีบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาแทน ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์จะต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ชำระเงินรายนั้นไว้ด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางธุรกรรมในการปกปิดตัวตนของมิจฉาชีพ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถูกออกมาเพื่อบีบให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และตัดวงจรการใช้โฆษณาออนไลน์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มีระยะเวลาเตรียมตัว 180 วันนับแต่วันประกาศ ซึ่งจะตรงกับช่วงปลายปีหน้า โดยทาง ETDA มุ่งหวังว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยว่าจะได้รับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบตัวตนผู้ส่งสารมาในระดับหนึ่งแล้ว
