ข่าว
วอท เดอะ ดัก จับมือ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป ร่วมทุนเสริมแกร่งดันศิลปินไทยบุกตลาดโลก
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ค่ายเพลง วอท เดอะ ดัก (What The Duck) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป (Universal Music Group) หรือ UMG ผู้นำธุรกิจบันเทิงทางดนตรีระดับโลก เพื่อผนึกกำลังในการบริหารจัดการศิลปินและขยายฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่ระดับสากล โดยความร่วมมือนี้ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารงานบุคคลระดับบริหารและการเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายผลงานเพลง เพื่อตอบรับการเติบโตของตลาดเพลงในประเทศไทยที่มีมูลค่าพุ่งสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สามขวัญ ตันสมพงษ์ หรือ มอย ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง วอท เดอะ ดัก (What The Duck) จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค ประเทศไทย (Universal Music Thailand) ควบคู่ไปกับการบริหารศิลปินในสังกัดเดิม โดยมี ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป เข้ามาสนับสนุนทีมงานในด้านทรัพยากรต่างๆ พร้อมรับหน้าที่เป็นผู้แทนจัดจำหน่ายผลงานเพลงทั้งหมดของค่าย What The Duck ซึ่งปัจจุบันมีศิลปินชื่อดังในสังกัดมากมาย อาทิ โบกี้ไลอ้อน (BOWKYLION), เดอะ ทอยส์ (THE TOYS), มัสเก็ตเกียร์ (Musketeers), วาฬ แอนด์ ดอล์ฟ (Whal & Dolph) และ ลานดอกไม้ (Landokmai) เป็นต้น
อดัม กราไนท์ (Adam Granite) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป (Universal Music Group) ประจำภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ระบุว่า “นี่คืออีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดที่มีความเติบโตสูง ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมผนึกกำลังความแข็งแกร่งของครอบครัว What The Duck และ UMG เข้าด้วยกัน และตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับมอยและทีมงาน เพื่อสร้างความสำเร็จทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล”
ขณะที่ สามขวัญ ตันสมพงษ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม UMG ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับวงการเพลงไทย ทั้งในและต่างประเทศ ผมยังคงตั้งใจจะทำงานร่วมกับทีม What The Duck อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความร่วมมือนี้สามารถผลักดันศิลปินและเพลงไทยเติบโตเป็นที่รู้จักทั่วโลก” โดยจะมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง ต่อพงศ์ จันทบุบผา (บอล) และ ชิชญาสุ์ กรรณสูต (ออน) เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนศิลปินในสังกัดต่อไป
ด้าน คาลวิน หว่อง (Calvin Wong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ของ Universal Music Group กล่าวเสริมว่า ทางหน่วยงานได้เห็นถึงศักยภาพของทีมงานที่สามารถสร้างระบบสนับสนุนศิลปินที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา และพร้อมที่จะผลักดันให้ศิลปินคุณภาพเหล่านี้ประสบความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจาก IFPI ที่ระบุว่ามูลค่าอุตสาหกรรมเพลงไทยในปี 2567 เติบโตขึ้นถึง 12.9% โดยมีปัจจัยหลักจากการขยายตัวของบริการสตรีมมิ่งแบบสมัครสมาชิกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
