ข่าว
นักวิชาการ มธ. เตือนรับมือเศรษฐกิจปี 2569 ยุคปีม้าไฟ แนะกอดงานประจำแน่น-SMEs เน้นรักษาสภาพคล่อง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการพาณิชย์ มธ. ประเมินทิศทาง เศรษฐกิจปี 2569 เข้าสู่ยุค “ปีม้าไฟ” เผชิญความท้าทายสูงสุด คาด GDP โตเพียง 1.5-2.0% ต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ แนะประชาชนรักษางานประจำให้มั่นคงพร้อมหารายได้เสริม ตัดขายทรัพย์สินที่เป็นภาระเพื่อรักษากระแสเงินสด ด้านผู้ประกอบการ SMEs เตือนรับมือกองทัพสินค้าจีนและค่าเงินผันผวน ชี้ควรเน้นรักษาสภาพคล่องมากกว่ากำไรเพื่อความอยู่รอด

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat Business School) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า ในปี 2569 นับเป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูง ประชาชนควรระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญคือควรรักษางานประจำที่ทำอยู่ไว้ให้แน่น แม้จะมีรายได้น้อยก็ไม่ควรลาออก เนื่องจากหากหลุดจากระบบงานในช่วงเวลานี้ โอกาสในการหางานใหม่จะทำได้ยากมาก พร้อมกันนี้ควรพิจารณาทรัพย์สินที่เป็นภาระ เช่น บ้าน หรือ คอนโดมิเนียม ที่ไม่สร้างรายได้แต่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย อาจจำเป็นต้องตัดใจขายเพื่อรักษากระแสเงินสด และมุ่งเน้นการหารายได้เสริม
ในส่วนของการปรับตัว ประชาชนจำเป็นต้องเพิ่มทักษะแรงงาน หรือ Upskill ให้กับตนเอง ทั้งการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะวิชาชีพอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ โดย ศ.วิทวัส กล่าวว่า “การ Upskill อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะอะไรก็ตามที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร ทักษะเชิงช่าง ที่เราสามารถเปลี่ยนจากการจ้างมาเป็นการทำได้ด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ฟรีต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเมื่อเกิดความชำนาญ ก็สามารถนำทักษะเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้าง หรือขายอาหารเป็นแหล่งรายได้เสริม นอกเหนือจากงานประจำ”
สำหรับภาคธุรกิจ ศ.วิทวัส ให้ข้อมูลว่า ปี 2569 ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GDP จะขยายตัวเพียง 1.5 – 2.0% เท่านั้น กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ต้องเตรียมรับมือกับมรสุมทางการค้า ทั้งผลกระทบจากสงคราม มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาเนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในประเทศจีน
นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยหากเงินบาทแข็งค่าอาจส่งผลให้ภาคการส่งออกติดลบได้ถึง 1-2% ดังนั้นผู้ส่งออกควรพิจารณาการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะเป็นการเพิ่มต้นทุนและลดกำไรลง แต่เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ยาก พร้อมทั้งแนะให้ใช้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ เช่น แต้มต่อการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับสินค้า Made in Thailand และการสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบโมเดล “พี่ช่วยน้อง” หรือการรวมกลุ่มคลัสเตอร์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
“ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤตกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบหนึ่งตามรอบเศรษฐกิจ” ศ.วิทวัส กล่าวทิ้งท้าย
