ข่าว
สธ. สั่งการจังหวัดชายแดนเตรียมแผนรับมืออาวุธพิสัยไกล หลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ยอดผู้เสียชีวิตเป็น 14 ราย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกคำสั่งให้จังหวัดในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ เตรียมแผนรองรับหากมีการใช้อาวุธพิสัยไกล เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัยได้ทันท่วงที ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 14 ราย บาดเจ็บสะสม 38 ราย และโรงพยาบาลหลายแห่งต้องปิดให้บริการ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุข) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์และการดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ณ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ว่า ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 09.00 น. ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย รวมเป็น 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บเพิ่ม 2 ราย รวมเป็น 38 ราย โดยยังคงมีผู้ป่วย 16 รายที่อยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล และ 11 รายในจำนวนนี้มีอาการหนัก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ โรงพยาบาลได้รับผลกระทบรวม 19 แห่ง โดย 12 แห่งต้องปิดให้บริการทั้งหมด 5 แห่งให้บริการเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน และ 2 แห่งให้บริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยใน 656 ราย ไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 34 แห่ง นอกจากนี้ มีการเปิดศูนย์อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 534 แห่ง รองรับผู้เข้าพักรวม 156,966 คน โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง 29,138 คน
นายสมศักดิ์ยังกล่าวถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงว่า ได้จัดทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์ อนามัยสิ่งแวดล้อม ควบคุมโรค และสุขภาพจิต รวม 486 ทีม ออกให้บริการประชาชน และยังมีทีมสำรองอีกกว่า 200 ทีม จากการคัดกรองสุขภาพจิตประชาชนไปแล้ว 11,016 คน พบผู้มีความเครียดสูง 60 คน และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 46 คน ซึ่งทุกคนได้รับการปฐมพยาบาลทางจิตใจและติดตามดูแลตามกระบวนการแล้ว ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้มีการหมุนเวียนทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุก 2 สัปดาห์ เพื่อลดความเหนื่อยล้าและความเครียดของบุคลากร และยังคงเฝ้าระวังการเจ็บป่วยที่อาจเป็นอันตรายหรือโรคที่อาจแพร่ระบาด รวมถึงดูแลด้านสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อมในศูนย์อพยพ เพื่อความปลอดภัยของทั้งประชาชนและบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน
