ข่าว
อินเด็กซ์ฯ มอง ธุรกิจอีเวนท์ ปี 67 จะกลับมาคึกคักเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 มองสงกรานต์เป็นตัวชูโรง
อินเด็กซ์ฯ เผยเกมชิงฐานลูกค้าอีเวนท์ ปี 2567 “Impressive & Immersive Experience” เดินหน้าลุยตลาดตะวันออกกลาง หลังผลประกอบการปี 2566 แตะ 1 พันล้านบาท
อินเด็กซ์ฯ เผยทิศทางการตลาดปี 2567 มุ่งมั่นสร้างสรรงานอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็น “ผู้สร้างสัมผัส และประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ระดับโลก (World Class Brand Experiences and Activation)” ด้วยแนวคิด Impressive & Immersive Experience ร่วมกับการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ทันสมัย, ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดการงานแสดงสินค้าไทยและสร้างไวรัล-Thailand Soft Power ในตะวันออกกลาง
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลยุทธ์ Impressive & Immersive Experience นี้จะะมาสร้างนิยามที่แตกต่างไปจากเดิม ให้กับการให้บริการจัดอีเวนท์ การต่อยอดเชิงกลยุทร์ครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารงานอีเวนท์ และงานด้านโปรดักชัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน และกระแสผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังมองหาประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น การจัดงานอีเวนท์จึงถือเป็นจุดที่สำคัญในการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้แก่ผู้บริโภคและช่วยสื่อสารเรื่องราวไปสู่ผู้บริโภคได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความประทับใจที่แตกต่างให้ลูกค้าและผู้ร่วมชมงานแสดงในทุกประสบการณ์อันครบถ้วน ทั้งในรูปร่าง, รสชาติ, กลิ่น, เสียง, และการสัมผัส รวมทั้งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการแสดงอีเวนท์”

นายเกรียงไกร มองว่า เทรนด์ อีเวนท์ 2024 ทุกอย่างจะกลับมา 100% ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรมาเปลี่ยนแปลง มูลค่าของธุรกิจอีเวนท์จะกลับมาเท่ากับปี 2019 ทั้งจากการผลักดัน Soft Power และ เทศกาลมหาสงกรานต์ที่รัฐบาลบอกว่าจะมีอีเวนท์ตลอดทั้งเดือน
“ปีนี้ การจัดอีเวนท์ต้องน่าตื่นตาและตื่นใจมากเพียงพอที่จะดึงผู้คนออกจากบ้านมางานอีเวนท์ ซึ่งหากสังเกตุพฤติกรรมของคนปัจจุบันมีตลาดที่เฉพาะเจาะจงไปทีละกลุ่ม(Niche) มากขึ้น อย่างคอนเสิร์ตและอีเวนท์เกม เป็นต้น ขณะเดียวกันจีนเองก็สนใจที่จะนำคอนเทนต์ต่างๆ เข้ามาในไทยมากขึ้น”
ในปี 2566 อินเด็กซ์ฯ ได้สร้างสรรค์งานอีเวนท์ในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์และจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการสื่อสารผ่านไลฟ์สไตล์, ไอเดีย, แนวคิด นวัตกรรม, มรดกทางวัฒนธรรม เช่น งานเมืองโบราณ ไลฟ์เฟส, งาน Brewtopia, งาน Village of Wonder (ดอยช้าง) ในจังหวัดเชียงราย, งานแสดงคอนเสิร์ต Hugo เล่นของนอก, งานแสดงสินค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ณ. ประเทศกัมพูชา และล่าสุดกับการเป็นผู้นำทัพนักธุรกิจไทยบุกตลาดแสดงสินค้า Thailand Mega Fair 2023, ณ. กรุงริยาด ประเทศชาอุดีอาระเบีย ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด แต่ยังสร้างโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวให้กับลูกค้า ทำให้ชาวต่างชาติได้รู้จักอุตสาหกรรมไทย และอินเด็กซ์ฯ มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติในประเทศชาอุดีอาระเบีย ทำให้เราได้รับเกียรติในฐานะบริษัทอีเวนท์ของคนไทยแห่งแรกที่มีโอกาสสร้างสรรค์งานแสดงเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ในงาน Riyadh Season เทศกาลความบันเทิงประจำปี ณ.กรุงริยาด ประเทศชาอุดีอาระเบียต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน ส่งผลให้ผลประกอบการ ประจำปี 2566 สูงถึง 1,031 ล้านบาท กระจายตามกลุ่มธุรกิจ Marketing Service จำนวน 907.8 ล้านบาท ขยายตัวขึ้นจากปี 2565 คิดเป็นอัตราร้อยละ 40, กลุ่มธุรกิจ Creative Business Development จำนวน 37.2 ล้านบาท, และกลุ่มธุรกิจ Own Creation จำนวน 86.2 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ปี 2565 ของกลุ่มธุรกิจนี้ พบว่าเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 85
สำหรับ index ตั้งเป้ารายได้ 1,433 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2019 ที่ 1,380 ล้านบาท ซึ่งรายได้จะมาจากงานอีเวนท์ที่บริษัทริเริ่มขึ้น (Own Creation) อาทิ Ragnarok Real world Real Experience Bangkok ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่งานจัดแสดงสินค้า (Trade Show) นำสินค้าไทยไปต่างแดนก็ยังมีอยู่ และมีอีเวนท์ใหม่ ๆ อาทิ Singapore International Water Week , International mega fair 2024 ที่ริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น
“การจัดงานในรูปแบบอีเวนท์ที่บริษัทริเริ่มขึ้น และงานจัดแสดงสินค้า ในต่างประเทศ เป็นการกระจายความเสี่ยงจากฟ้าฝน หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้รายได้ไม่มั่นคงและขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศเพื่อให้ฐานลูกค้ากว้างมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นภูมิภาคที่น่าสนใจแต่ยังมีความละเอียดอ่อนที่ต้องระมัดระวังอยู่”
เนื่องจากงานของ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เป็นงานแบบ B2B เป็นหลัก ดังนั้นจึงทำให้มูลค่าการใช้จ่ายภายในงานสูงมาก สังเกตุได้จากบริษัทส่งออกต้นไม้ของไทย ซาอุดีอาระเบียก็สนใจ แชะไทยเอง ก็จะไปตั้งสำนักงานของหน่วยงานราชการที่นั่นเช่นกัน นายเกรียงไกร เล่า

“วันนี้พฤติกรรมของคน การตัดสินใจไปต่างประเทศในประเทศที่ใกล้เคียง คนเริ่มตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนั้นหลายๆประเทศรวมทั้งไทยเอง จึงใช้ธุรกิจอีเวนท์มาดึงดูดคนเข้าประเทศและส่งผลให้ธุรกิจอื่น ๆ ได้รับอานิสงส์ เช่น อาหารและการท่องเที่ยว”
ขณะเดียวกันอีเวนท์ต่างประเทศอย่าง Tomorrow Land จะเป็นหนึ่งในตัวที่ดึงให้ไทยเป็นจุดเด่นในภูมิภาคนี้ ทั้งการเจอนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรก และความเหมาะสมของประเทศที่ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อเที่ยวงานที่เป็น International ตามความตั้งใจของผู้จัด หากการพูดคุยกันลงตัว
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานราชการที่ใช้เงินจัดอีเวนท์ให้ประชาชนและดึงการท่องเที่ยวในท้องถิ่น คือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนตำบล อย่างงานดอกไม้ อบจ. ก็จัด อบต. ก็จัด ซึ่งงานหนึ่งค่าจัดหลัก 10 ล้าน แต่หากประเทศไทยจะตั้งตัวเองให้เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวของโลกได้ต้องทุ่มงบจากภาครัฐและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการวางแผนจากผู้บริหารประเทศ อย่างกรุงริยาดเอง เป็นเมืองที่เราไม่คิดว่ามันคือเมืองท่องเที่ยวเลย แต่สิ่งที่เขาทำคือ มีการทุ่มงบหลักพันล้านจากภาครัฐเพื่อเนรมิตให้ริยาดเป็นเมืองท่องเที่ยว
