ข่าว
อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ พบ อีเวนท์ศูนย์เหรียญ จากจีน เริ่มถูกสกัดโดยรัฐบาลแล้ว หลังตลาดอีเวนท์เริ่มกลับมา พร้อมตั้งเป้า 1,500 ล้าน ปี 68
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2025 เติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2024 พร้อมวางแผนขยายตลาดครั้งใหญ่ มุ่งจับกระแสธุรกิจท่องเที่ยวไทยทั้งขาเข้าและขาออก รวมทั้งธุรกิจคอนเสิร์ตและตลาดเทรดแฟร์ใน 5 ประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านบาทภายในปี 2025 โดยคาดว่ากำไรจะอยู่ที่ 125 ล้านบาท แม้รายได้จะยังไม่สูงกว่าปี 2019 ก่อนการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 แต่ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันแล้ว
ปี 2024 ที่ผ่านมา วัฎจักร (Cycle) ของงานอีเวนท์กลับมาใกล้เคียงเดิมแล้ว ซึ่งปีที่ผ่านมาได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยว แม้ปี 2025 กำลังซื้อกลับชะลอตัว ซึ่งนโยบายของจีนที่หยุดการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะทำให้การท่องเที่ยวไทยอาจจะไม่ได้เติบโตตามที่คาดไว้ แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญอยู่ เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายการขับเคลื่อนหลักของรัฐบาลด้วย

ตลาดคอนเสิร์ตโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดคอนเสิร์ตยังเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาทในปีนี้ อินเด็กซ์ฯ พร้อมให้บริการโซลูชันครบวงจร โดยเน้นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงและการใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาทไปกับทุนประกันด้านความปลอดภัยของอีเวนต์
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2025 เป็นปีทองของธุรกิจอีเวนต์ อินเด็กซ์ฯ พร้อมลุยตลาดท่องเที่ยว โดยขยายไปในมุมการทำงานให้หลายๆ จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ทั้งกลยุทธ์ Inbound และ Outbound”
ข้อได้เปรียบของไทย คือ ความอิสระ และความสนุกที่สุดกว่าที่อื่น เพราะหากดูในประเทศใกล้เคียง มีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าอยากมาไทยมากกว่า และเมื่อมาแล้วไม่ได้จบที่ดูคอนเสิร์ตด้วย เพราะยังมีสถานบันเทิงอื่น ๆ เสริมทัพด้วย ดังนั้นบางครั้ง บางคอนเสิร์ตก็ไม่ได้โฟกัสที่คนไทยอย่างเดียว แต่บางคอนเสิร์ตก็โฟกัสที่ผู้ชมต่างชาติในภูมิภาคนี้ด้วย
แผ่นดินไหวส่งผลระยะสั้นต่อตลาดท่องเที่ยวเท่านั้น
“รัฐบาลอาจจะโชคร้ายนิดหนึ่งที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก่อนสงกรานต์ แต่อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ในการกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้ยังคงกลับมาท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์อยู่ ซึ่งระยะเวลานี้นับว่าเป็นช่วงที่สำคัญในการดำเนินกลยุทธ์ในการสื่อสารให้ต่างชาติเชื่อมั่น เช่น ประเทศไทยกลับมาเหมือนเดิมแล้ว หรือ เที่ยวไทยจะสนุกกว่าเดิม” นายเกรียงไกร กล่าว
หากสังเกตการโปรโมทการท่องเที่ยวที่พูดถึง “ซัมเมอร์” ของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้หมายความถึงฤดูร้อนของประเทศไทย แต่ควบรวมถึงฤดูร้อนของตะวันตกด้วย ดังนั้นการท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์ของไทยที่รัฐบาลจะโปรโมทจะยาวถึง 7 เดือน ซึ่งการจัดเทศกาลต่างๆในช่วงนี้จะสังเกตว่าเป็นซีรีส์ที่ยิงยาวตัวแต่ มี.ค. โดยที่ผ่านมารัฐบาลใช้งานเหล่านี้เป็นแค่การประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีเม็ดเงินเติมเข้ามาในงานเหล่านี้ด้วย เพื่อให้งานยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทางอ้อม
“เหตุการณ์แผ่นดินไหว เป็นปัญหาระยะสั้น มีบางงานเลื่อนหรืออย่างที่นครย่างกุ้ง เมียนมา ก็ต้องยกเลิกไปเลย สำหรับอินเด็กซ์ฯ เอง เสียหายไปประมาณ 15 ล้านบาท แต่ก็เชื่อว่าหลังจากสถานการณ์สงบ ทุกอย่างจะกลับมาสู่สภาวะปกติได้ ซึ่งยังดีที่งานที่วางแผนไว้ อย่างงาน เทรดแฟร์ ที่จะได้รายได้ราว 40-50 ล้านบาท/งาน ที่เราจะจัด อยู่ปลายปี จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ทั้งปีมากนัก”

ที่ผ่านมาประเทศไทยมักเอาเทศกาลต่าง ๆ ทางวัฒนธรรม เช่น สงกรานต์-ลอยกระทง ในการโปรโมท ประเทศไทยเป็นประเทศที่จัดงานเทศกาลเกี่ยวกับดนตรีจำนวนมากระดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้นหลังจากนี้ เราจะเห็นรัฐบาลหันมาใช้ชื่อของเทศกาลดนตรีต่าง ๆ มาโปรโมทการท่องเที่ยวมากขึ้น
อีเวนท์ศูนย์เหรียญ ส่งผลต่อตลาดอีเวนท์ไทย
“ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็พยายามกันแรงงานและอุปกรณ์จากต่างชาติเข้ามาจัดงานในไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างรายได้จากอีเวนท์นานาชาติที่มาจัดในไทยได้ เพราะที่ผ่านมา 1-2 ปีนี้ ที่จีนเข้ามาหนัก ๆ เขาขนคนกับของเข้ามาเลย กลายเป็นว่าคนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากค่าเช่าที่ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างอินเด็กซ์ฯ เอง ที่ไปจัดงานที่ต่างประเทศเอง เขาบังคับเลยว่าต้องใช้ทีมท้องถิ่น 100% โดยภาครัฐเขาบังคับตั้งแต่ใบอนุญาตการเข้าประเทศเลย ซึ่งไทยเอง ถึงเวลาที่ต้องบังคับใช้บ้างแล้ว และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย แต่ก็ต้องมีช่องว่างให้ผู้จัดไทยได้เรียนรู้จากต่างประเทศได้ เช่น อนุญาตให้ระดับ Supervisor เข้ามาเท่านั้น เป็นต้น”
นายเกรียงไกร ระบุว่า ที่ผ่านมามีงานในไทยที่จัดโดยผู้จัดจีน เชิญไปเป็นวิทยากร กลับพบว่าทีมงานเป็นคนจีนหมดเลย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากว่า ทำไมถึงอนุญาตให้แรงงานจีนเข้ามาทำอีเวนท์แบบนี้ได้ทั้งงาน โดยไม่มีการควบคุมได้อย่างไร
ตลาดลักซ์ชูฯ มาเยอะขึ้น
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ฯ ยังเล็งเห็นศักยภาพของธุรกิจอีเวนต์ที่สามารถเติบโตได้อีกไกล โดยเฉพาะตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์หรู (Luxury Brand) ที่หันมาเลือกประเทศไทยจัดงานมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาแทบจะไม่มีเลย อาทิ Cartier, Bvlgari, MIDO, Aston Martin ซึ่งอินเด็กซ์ก็เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในหลาย ๆ งาน และล่าสุด อินเด็กซ์ฯ ได้เริ่มเข้าสู่ตลาด Healthcare และ Cosmetic Brand หลายราย พร้อมตั้งเป้าสร้างสรรค์งานอีเวนต์ในทุกรูปแบบ
หนุน เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ เพราะกาสิโนเป็นส่วนน้อยมาก
เมื่อถามถึง นโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ นายเกรียงไกร กล่าวว่า “ส่วนตัวมองเห็นด้วยกับนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ เพราะถ้าสำหรับคนที่ไม่เล่นการพนัน ถ้าไปลาซเวกัสก็ไม่เคยเสียเงิน แถมกลุ่มนักท่องเที่ยวยังเป็นกลุ่มครอบครัวอีก และซึ่งใน พรบ. ระบุถึงการจะสร้างฮอล์ในร่มขนาด 40,000 – 50,000 คน ก็คิดว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งกาสิโน นับว่าเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะแสงสีในจุดอื่น ๆ จะดึงให้นักท่องเที่ยวตื่นตามากกว่าแค่กาสิโน”

นายเกรียงไกร ระบุว่า “ลองจินตนาการว่า หากเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ เกิดขึ้นที่คลองเตย มีห้างสวย ๆ สถานที่จัดอีเวนท์แบบไอคอนสยาม ที่ใหญ่กว่า 10 เท่า มีฮอล์ใหญ่ ๆ จัดอีเวนท์ มีสนามกีฬาอลังการ ๆ จะดีกว่าที่เป็นอยู่ไหม ? ซึ่งหากผมเป็นรัฐบาล ผมจะทำที่เดียวแล้วจัดหนักเลย เช่น ลาสเวกัส ที่เอกชนและรัฐบาลลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว”
“ถ้าถามเรื่องสถานที่ที่เหมาะสม ก็ต้องย้อนถามกลับว่าอยากได้ผลทางเศรษฐกิจช้าหรือเร็ว ถ้าอยากได้ผลระยะยาวก็ออกไปตั้งต่างจังหวัดเพื่อกระจายความเจริญแบบลาสเวกัส แต่ก็ต้องใช้เวลาสร้างเป็น 10 ปี ทุบและสร้างใหม่จนชื่อติดตลาดในระดับโลก แต่ถ้าหวังให้เกิดผลระยะสั้นก็อาจใช้กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งแทน”
Trade Fair สร้างโอกาสทางการค้า และขยายสู่เวียดนามและเกาหลีใต้
หลังจากประสบความสำเร็จในการบุกตลาดตะวันออกกลาง อินเด็กซ์ฯ เตรียมจัด Trade Fair ครั้งใหญ่ถึง 8 งานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย เกาหลี กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม โดยปีนี้ได้ขยายตลาดสู่เวียดนามและเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น
8 งาน Trade Fair ที่เตรียมจัด:
- Thailand International Mega Fair 2025 (3rd edition)
- K-Beauty Expo 2025
- Cambodia Foodplus Expo 2025 (4th edition)
- Cambodia Health & Beauty Expo (5th edition)
- Myanmar Foodbev 2025 (7th edition)
- Myanmar Retail Sourcing Expo 2025 (5th edition)
- K-MED Expo Vietnam 2025
- Saigon Beauty Show 2025 (6th edition)
