ข่าว
เชียงใหม่ กัญชาไทยปลูกระบบอินทรีย์เนื้อหอม ต่างประเทศมีความต้องการสูง แค่ใบ กก.ละ 3 หมื่น
ผู้สื่อข่าว : นพนิวัตร์ ไกรฤกษ์ ผู้สื่อข่าวเชียงใหม่
การปลูกกัญชาในโรงเรือนระบบอุตสาหกรรมอินทรีย์ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชีย ในโรงเรือนปลูกอัจฉริยะ บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แม้เพิ่งเปิดไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่เนื้อหอม มีบริษัทต่างชาติเชื่อมั่นคุณภาพออแกนิค แห่สนใจขอดูงาน รวมทั้งออเดอร์ส่วนของก้านและใบกัญชาไม่อั้น เฉพาะใบกัญชา ราคาพุ่งสูงกว่ากิโลกรัมละ 30,000 บาท

นางอิสรีย์ ณ น่าน ผู้บริหาร บริษัท เค ที พี แอสโซซิเอท จำกัด กล่าวว่า การที่มาทำโรงเรือนปลูกกัญชาระบบอุตสาหกรรมอินทรีย์ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ร่วมกับทาง ม.แม่โจ้ เนื่องจากต้องการให้กัญชาของไทยไปสู่ระดับโลก เพราะกัญชาไทยมีสายพันธุ์ที่ดี และทาง ม.แม่โจ้ ก็มีการปรับปรุงสายพันธุ์ของกัญชาไทยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากมาปลูกที่นี่ เพราะทำแบบอุตสาหกรรมและนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยจะมีได้ ลบคำที่ว่าประเทศไทยไม่สามารถปลูกกัญชาที่ดีได้ เนื่องจากพื้นดินมีสารเคมีเจือปน โดยมีการปลูกในถุงแทน ซึ่งต่างประเทศมีความต้องการกัญชาอินทรีย์ของไทยลักษณะนี้ จึงมาร่วมกับ ม.แม่โจ้ ในการลงทุนทำโรงเรือนปลูกอัจฉริยะ ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท บนเนื้อที่ 6.25 ไร่ ซึ่งจะมีการปลูก และเก็บเกี่ยวกัญชาทางการแพทย์ ในโรงเรือนปลูก ที่ได้รับอนุญาตปลูกจำนวนมากที่สุดในประเทศ รวมกว่า 24,000 ต้น ทั้งนี้นอกเหนือจากช่อดอกของกัญชาที่ส่งให้กรมการแพทย์แผนไทย เพื่อนำไปทำเป็นยาแจกจ่ายให้กับประชาชนแล้ว ในส่วนของ ลำต้น ก้าน ใบ และ ราก ก็สามารถที่จะนำไประกอบอาหาร หรือไปทำตัวยาอย่างอื่นได้ ซึ่งหลังปลดล็อคและเปิดโอกาสให้ส่งออก มีหลายประเทศในโลกที่ต้องชิ้นส่วนของกัญชาไทย เนื่องจากสารในแต่ละส่วนของต้นกัญชานั้นแตกต่างกัน และเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้มีออเดอร์สำหรับชิ้นส่วนต้นกัญชาสั่งจองต่างประเทศแล้ว ซึ่งต่างประเทศก็รออยู่ว่า ทางนี้สามารถมีผลผลิตให้ได้มากน้อยเพียงใด เพราะพร้อมที่จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ในส่วนของสายพันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์แม่โจ้ 03 ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จากพันธุ์อิสระ 01 ซึ่งก้านและใบมีความชื้นไม่เกิน 10% ราคาสูงสุดขณะนี้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 30,000 บาท โดยผลผลิตล็อตแรก คาดว่าจะออกประมาณเดือนมีนาคม ปีหน้า ซึ่งในอนาคตจะมีการสร้างโรงสกัดเพิ่มเติม เพื่อสะดวกในการส่งออก โดยกัญชาที่ปลูกแปบบอินทรีย์ จะมีราคาที่สูงกว่ากัญชาประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการธุรกิจจะคุ้มทุนเมื่อใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของไทยเอง ในเรื่องของการส่งออก

ศาสตราจารย์ ดร.อานัฐ ตันโช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ในส่วนของ ม.แม่โจ้ ที่ร่วมกับภาคเอกชนในการปลูกกัญชาทางการแพทย์นั้น อันดับแรกที่ได้คือเรื่องของการทดสอบสายพันธุ์เชิงการวิจัย และได้ทดสอบระบบการปลูกพืชอินทรีย์ในระบบอุตสาหกรรม เพราะ ม.แม่โจ้ เป็นเป็นผู้ผลิตปัจจัยทางการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืชอินทรีย์ซึ่งถือว่ามีองค์ความรู้รายต้นๆของประเทศ เป็นการทดสอบในโรงเรือนปลูกที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกกำลังคนในเรื่องการเรียนการสอน นักศึกษาได้เรียนรู้มากขึ้น เป็นการผลิตคนเพื่อไปทำเรื่องของอินทรีย์อุตสาหกรรมในทุกพืช มีทั้งนักศึกษามาฝึกงาน หรือจบแล้วกลับเข้ามาทำงาน รวมทั้งประชาชนรอบๆ ม.แม่โจ้ ก็ได้เข้ามาทำงานในสถานที่แห่งนี้ด้วย
