ข่าว
โพลล์สำรวจเด็กไทย Gen Z มีอะไรจะบอกต่อสังคม ส่วนใหญ่มองอยากให้พัฒนาระบบการศึกษา
พม. POLL ศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-11 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “Gen Z มีอะไรจะบอกต่อสังคมไทย” ทำการสำรวจในเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 จากเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 12-24 ปี กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 4,472 หน่วยตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีลงพื้นที่ภาคสนาม และการให้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ กำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.00
จากผลการสำรวจ เมื่อถามเด็กและเยาวชนถึงเรื่องที่ได้ทำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.29 ได้ทำในเรื่องการดูแลสุขภาพ (อาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน) รองลงมา ร้อยละ 59.79 การพัฒนาตนเอง ร้อยละ 56.64 การทำกิจกรรมร่วมกันกับบุคคลในครอบครัว ร้อยละ 37.16 การออมหรือการลงทุน ร้อยละ 36.09 การทำกิจกรรมจิตอาสา เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ ร้อยละ 15.88 มีการสังสรรค์ที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 2.33 มีการทะเลาะ วิวาท ทำร้ายร่างกาย หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนการใช้เวลาว่าง พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.67 เล่นสื่อโซเชียลมีเดีย รองลงมา ร้อยละ 69.48 นอนพักผ่อน ร้อยละ 69.12 ดูหนัง/ฟังเพลง/อ่านหนังสือ ร้อยละ 52.15 พบปะเพื่อนฝูง ร้อยละ 49.78 เล่นเกม เช่น เกมออนไลน์ ร้อยละ 46.18 ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา ร้อยละ 28.40 ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ร้อยละ 25.81 ท่องเที่ยว/กิจกรรมสันทนาการ ร้อยละ 14.00 เล่นดนตรี ร้อยละ 11.23 ทำงานศิลปะ วาดภาพ ระบายสี/งานฝีมือ และร้อยละ 0.51 ระบุอื่น ๆ เช่น ทำงานพิเศษ ขายของออนไลน์ ทำขนมและอาหาร ทำงานบ้าน ทำงานจิตอาสา ตกปลา และเลี้ยงสัตว์
สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.82 ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา รองลงมา ร้อยละ 39.07 ร่วมกิจกรรมจิตอาสา/สาธารณประโยชน์ในชุมชน ร้อยละ 37.90 ร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่น ร้อยละ 21.44 ร่วมกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชน ร้อยละ 12.57 ร่วมกิจกรรมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. หรือ เทศบาล) ร้อยละ 6.40 ร่วมกิจกรรมของ To Be Number One ร้อยละ 5.34 ร่วมกิจกรรมทางการเมือง และร้อยละ 0.89 ระบุอื่น ๆ เช่น ร่วมกิจกรรมในโบสถ์คริสต์ในวันเสาร์-อาทิตย์
เมื่อถามถึงไอดอล (Idol) บุคคลต้นแบบที่ยึดถือและปฏิบัติตาม พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.06 มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้นแบบ (โดยระบุ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ทั้งพ่อและแม่ ร้อยละ 33.17 อันดับ 2 แม่ ร้อยละ 30.62 และอันดับ 3 พ่อ ร้อยละ 19.88) รองลงมา ร้อยละ 19.43 มีครู/อาจารย์เป็นบุคคลต้นแบบร้อยละ 15.47 มีญาติหรือคนรู้จักเป็นบุคคลต้นแบบ ร้อยละ 11.27 มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นต้นแบบ (โดยระบุ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 นักร้อง K-POP เช่น วง BTS, วง Blackpink, วง GOT 7 ร้อยละ 19.64 อันดับ 2 ดารานักแสดง เช่น หยิ่น อานันท์ หว่อง, ชมพู่ อารยา, ญาญ่า อุรัสยา ร้อยละ 18.06 และอันดับ 3 เน็ตไอดอล เช่น พิมรี่พาย ร้อยละ 9.13) สำหรับร้อยละ 9.17 มีเพื่อนเป็นบุคคลต้นแบบ และร้อยละ 2.59 ไม่มีไอดอล (Idol) บุคคลต้นแบบที่ยึดถือและปฏิบัติตามเลย
เมื่อถามต่อว่าหากมีบุคคลต้นแบบอยากเลียนแบบในเรื่องใด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.38 อยากเลียนแบบในเรื่องแนวคิด ทัศนคติ รองลงมา ร้อยละ 60.73 ในเรื่องการใช้ชีวิต ร้อยละ 31.24 ในเรื่องบุคลิกภาพ ท่าทาง ร้อยละ 27.84 ในเรื่องการแต่งกาย และร้อยละ 2.77 ระบุอื่น ๆ เช่น เรื่องความสามารถ ความขยัน ความอดทน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความฉลาด และอุปนิสัย
สำหรับบุคคลที่จะเลือกปรึกษาเมื่อมีปัญหามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 42.20 ระบุว่า พ่อแม่/ผู้ปกครอง อันดับ 2 ร้อยละ 31.03 ระบุว่า เพื่อน และอันดับ 3 ร้อยละ 19.57 ระบุว่า ครู/อาจารย์
สำหรับทักษะที่อยากจะพัฒนามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 37.12 อยากพัฒนาด้านภาษา อันดับ 2 ร้อยละ 22.78 อยากพัฒนาด้านเทคโนโลยี และอันดับ 3 ร้อยละ 17.04 อยากพัฒนาด้านอาชีพ
ในด้านกิจกรรมที่อยากจะทำร่วมกับครอบครัวมากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.22 รับประทานอาหารร่วมกัน อันดับ 2 ร้อยละ 30.77 ไปท่องเที่ยว/ชอปปิงร่วมกัน และอันดับ 3 ร้อยละ 17.98 ดูหนัง ฟังเพลงร่วมกัน

เมื่อถามถึงการถูกทำร้ายจิตใจด้วยวาจา (Bullying) ทั้งต่อหน้าหรือในสื่อออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.92 ระบุว่า เคยถูกทำร้าย ร้อยละ 37.08 ระบุว่า ไม่เคย โดยมีที่ระบุว่าเคยถูกทำร้ายมีวิธีการรับมือ ได้แก่ นิ่งเฉย ร้อยละ 60.77 รองลงมา ตอบโต้ เช่น ตอบโต้ด้วยวาจา การใช้กำลัง ถ่ายคลิป ร้อยละ 22.99 แจ้งครู/ผู้ปกครอง/เพื่อน ร้อยละ 14.39 และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายแก่ผู้กระทำ ร้อยละ 1.85
สำหรับเป้าหมายในชีวิตของเด็กและเยาวชน 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 38.29 ระบุว่า เรียนจบมีงานทำ อันดับ 2 ร้อยละ 18.74 ระบุว่า ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และอันดับ 3 ร้อยละ 15.78 ระบุว่า มีครอบครัวที่สมบูรณ์
เมื่อถามต่อว่ามีความกังวลต่อสังคมไทยในเรื่องใดมากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.02 ระบุว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ อันดับ 2 ร้อยละ 18.92 ระบุว่า ปัญหาโรคระบาด และอันดับ 3 ร้อยละ 16.08 ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ส่วนเรื่องที่เด็กและเยาวชนอยากให้คนไทยพัฒนามากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.46 ระบุว่า ความมีระเบียบวินัย/เคารพกฎหมาย อันดับ 2 ร้อยละ 21.73 ระบุว่า ความซื่อสัตย์สุจริต และอันดับ 3 ร้อยละ 15.77 ระบุว่า ความมีจิตสำนึกต่อสาธารณะ/การรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อถามถึงสิ่งที่เด็กและเยาวชนอยากเห็นในประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.82 อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น อันดับ 2 ร้อยละ 19.11 ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน และอันดับ 3 ร้อยละ 15.26 อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.70 ควรพัฒนาระบบการศึกษาให้มีความเท่าเทียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น รองลงมา ร้อยละ 23.33 ควรส่งเสริมเรื่องสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้แก่เด็กและเยาวชน ร้อยละ 7.50 ควรส่งเสริมเรื่องความสามัคคีให้แก่เด็กและเยาวชน ร้อยละ 6.39 ควรปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบและการรักษาประโยชน์ส่วนรวมให้แก่เด็กและเยาวชน และควรส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตในสังคมและทักษะการประกอบอาชีพที่จำเป็นให้แก่เด็กและเยาวชน ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 5.69 ควรส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม
เมื่อพิจารณาลักษณะข้อมูลทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 54.74 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 41.28 เป็นเพศชาย ร้อยละ 3.31 เป็นเพศทางเลือก และร้อยละ 0.67 ไม่ระบุเพศ ตัวอย่างร้อยละ 9.89 มีอายุ 12 ปี ร้อยละ 19.81 มีอายุระหว่าง 13-15 ปี ร้อยละ 29.83 อายุระหว่าง 16-18 ปี และร้อยละ 40.47 มีอายุระหว่าง 19-24 ปี ตัวอย่างร้อยละ 9.24 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 23.52 มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 33.19 มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. หรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.41 มีการศึกษาระดับอนุปริญญา/ปวส. หรือเทียบเท่า และร้อยละ 24.64 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 74.96 อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ ร้อยละ 13.33 อาศัยอยู่กับปู่ย่า/ตายาย ร้อยละ 5.00 อาศัยอยู่กับเพื่อน ร้อยละ 4.07 อาศัยอยู่กับญาติ/พี่น้อง ร้อยละ 2.19 อาศัยอยู่กับแฟน/สามีภรรยา และร้อยละ 0.45 อาศัยอยู่คนเดียว ร้อยละ 97.67 มีสถานภาพโสด ร้อยละ 1.74 อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้แต่งงาน ร้อยละ 0.54 สมรสแล้ว ร้อยละ 0.05 หม้าย/หย่า/แยกกันอยู่ ตัวอย่างร้อยละ 92.91 เป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 2.10 รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 2.08 เป็นพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน ร้อยละ 0.98 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.85 ว่างงาน ร้อยละ 0.76 เป็นข้าราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ ร้อยละ 0.18 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ และร้อยละ 0.14 เป็นเกษตรกร/ประมง
เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.43 มีรายได้จากผู้ปกครอง โดยร้อยละ 36.25 มีรายได้ไม่เกิน 2,000 บาท ร้อยละ 35.31 มีรายได้ 2,001-4,000 บาท ร้อยละ 17.44 มีรายได้ 4,001-6,000 บาท ร้อยละ 5.19 มีรายได้ 6,001-8,000 บาท ร้อยละ 3.66 มีรายได้ 8,001-10,000 บาท ร้อยละ 1.36 มีรายได้ มากกว่า 10,000 บาท และร้อยละ 0.79 ไม่ระบุรายได้จากผู้ปกครองมา ส่วนตัวอย่างร้อยละ 9.57 มีรายได้จากการประกอบอาชีพ โดยร้อยละ 18.46 มีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 39.02 มีรายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 28.04 มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 2.33 มีรายได้ 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 2.57 มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท และร้อยละ 9.58 ไม่ระบุรายได้จากการประกอบอาชีพมา
