Connect with us

บทความ

โรงภาพยนตร์จะรอดไหมในวันที่ สตรีมมิ่งครองจอ

Published

on

ธุรกิจโรงภาพยนตร์

เราเข้าโรงหนังกันล่าสุดเมื่อไหร่กันนะ… เป็นคำถามที่สะดุดขึ้นในใจใครหลายคนเมื่อเลื่อนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย

ด้วยช่วงนี้ หลายคนเริ่มกลับไปเข้าโรงภาพยนตร์กันแล้ว หลังรัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการ ทำให้ธุรกิจโรงหนังเริ่มกลับมาหายใจหายคอได้ช่วงหนึ่ง

Advertisement

ความเสียหายของธุรกิจโรงภาพยตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด คงไม่ต้องบรรยายกันให้มากความ เพราะถูกสั่งปิดมานานหลายเดือน ซึ่งตอนนี้ผู้บริหารอาณาจักรโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ในบ้านเราอย่าง MAJOR ก็ออกมายืนยันกับสื่ออย่างมั่นใจว่าลูกค้ากลับมาเข้าโรงหนังเกือบ 100% แน่

ด้วยหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ ที่ค่ายใหญ่จากฮอลลีวู้ดที่เรียกคิวเสิร์ฟกันมาแบบแน่นๆ บวกกับแฟนหนังเองก็อัดอั้นไว้นาน ไล่เรียงตั้งแต่ Black Widow ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของแม่สาวสกาเล็ต , The Suicide Squad ของผู้กำกับมากฝีมืออย่างเจมส์ กันน์ , ภาคต่อ Quiet Place 2 ที่เรื่องนี้ต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นถึงได้อรรถรสแบบเต็มๆ ต่อด้วย 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ ปิดตำนาน แดเนียลเคร็ก , Chang-Chi ฮีโร่เอเชียที่โคตรดีจาก Marvel ไปนถึง Fast&Furious 9 ครอบครัวนักซิ่งที่กลับมาระเบิดความมันส์กันทะลุโลกไปแล้ว

รายชื่อหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์ที่พูดมานี้ ต้องบอกว่าแค่น้ำจิ้ม เพราะหนังดีๆ จ่อคิวเข้าฉายอีกเพียบ จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่ายโรงภาพยนตร์จะมั่นอกมั่นใจว่า คนดูกลับมาแน่

Advertisement

แต่เรื่องธุรกิจนี้ ไม่ได้สวยงามเหมือนภาพยนตร์ดิสนีย์ เพราะหากลงรายละเอียดไปแล้ว ขึ้นชื่อว่าธุรกิจมันไม่ง่าย และวันนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า คู่แข่งที่ยืมยิ้มอยู่ห่างๆ อย่างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แม้บางคนบอกว่าอาจจะกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม หรือบรรยากาศต่างกัน แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองเส้นทางนี้ ต้องเดินเกมดึงคนดูดเวลาคนดูกันสุดพลัง

ไม่ว่าจะเป็น Netflix เจ้าตลาดในปัจจุบัน ที่ทุ่มทุนผลิตซีรีย์ออริจินัลดึงคนดูกันเต็มกำลัง อาทิ Fate: The Winx Saga, Shadow and Bone, Lucifer Season 5,Money Heist Part 5 ยันซีรีย์เอเชียเกาหลีก็ซื้อลิขสิทธิ์มาเอาใจแฟนกันแบบจุกๆ

ฝั่งดิสนีย์พลัส ฮอทสตาร์ แม้จะโดนค่อนขอดเรื่องคุณภาพการรับชมบ้าง เรื่องตัดเนื้อหารุนแรงของหนังบ้าง แต่เพียงชื่อ Disney ก็ขายได้แล้วจากรายชื่อคอนเทนต์อย่าง จักรวาลสตาร์วอร์ ที่ส่งเดอะแมนดาลอเรียน พร้อมน้อนโกรกรู หรือเบบี้โยดาน่ารักน่าชังมาเอาใจแฟนบอย, มาร์เวลที่ขยายจักรวาลกันปังๆ ฟัลคอนแอนด์เดอะวินเทอร์โซลเยอร์ วิชั่น โลกิ ตลาดวัยใสก็มีอนิเมชันจาก Pixar แค่นี้ก็ดึงเงินพ่อแม่ผู้ปกครองกันไปได้แล้ว

ถามว่าดิสนีย์เดินเกมสตรีมมิ่งแค่ไหน… ก็ดูได้จากการ เอาหนังเดียวของ สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน ไปฉายในดิสนีย์พลัส วันเดียวกับที่ภาพยนตร์เข้าฉายปกติในโรงภาพยนตร์ จนฟ้องร้องกันกับนักแสดงว่ารายนี้ไปแล้ว (สุดท้ายดีลกันได้ลงตัว)

Advertisement

แค่คู่แข่งสองเจ้านี้ก็หืดขึ้นคอแล้ว แต่คลื่นลูกนี้ยังไม่หมด เพราะ HBO GO ก็มาแล้วเช่นกัน แม้จะยังไม่ทำการตลาดในบ้านเราแบบเต็มๆ ซึ่งค่ายนี้คอนเทนต์แม่เหล็กจาก DC อยู่กันครบ ซีรียส์สปินออฟ Bat Woman, Superman & Lois, The Flash กระทั่งหนังใหญ่อย่าง สเปซแจม ที่บักส์ บันนี่ มาร่วมสานต่อตำนานยัดห่วงกับ เลอบรอน เจมส์ ก็ขนมาให้ชม

ล่าสุด Warner Media เจ้าของ HBO รุกตั้งผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว เตรียมบุกภูมิภาคนี้เต็มตัว ทำให้ปีหน้าแฟนหนังชาวไทยเราอาจได้ชม “จอห์น ซีน่า” ในบทบาท พีชคีปเปอร์ ตัวละครใน เดอะ ซุยไซด์ สควอด โชว์ลวดลายซีรีย์เดี่ยวของตัวเองทาง HBO Max กันอีกด้วย

อีกค่ายที่แม้ไม่ฮือฮาในเมืองไทย แต่ซุ่มเงียบในกลุ่มแฟนหนัง ซีรีย์อเมริกัน อย่าง Prime Video ก็มีคอนเทนต์ Amazon Originals มาเสิร์ฟให้เสียเงินกันอีกแอปฯ ซีรีย์ฮีโร่สายดาร์ค The Boys ซีรีย์ฮีโร่สายดาร์คแหวกขนบที่ต้องดูจริงๆ, The Tomorrow War ที่มีคริสต์ แพรตต กับเจ.เค. ซิมมอนส์ มาชูโรง,Jack Ryan, Tom Clancy,The Expanse แค่นี้ก็ดูไม่หวาดไม่ไหว ไหนจะจักรวาลซอมบี้ Fear The Walking Dead อีก

คอนเทนต์หนักๆ ที่ดูดเวลาชีวิตหนุ่มๆไปเยอะแล้ว ตลาดกลุ่มสาวๆ สายซีรีย์เกาหลี ซีรีย์จีน หรือสายวาย จิ้นกันฟินๆ ก็มีแอปฯ จากแดนมังกรอย่าง WeTv กับ iQiYi และ VIU ที่มาครองอายบอลไปเพียบแล้ว

Advertisement

ขณะที่ฝั่งผู้ผลิต ผู้กำกับเองก็มีการโดดมาร่วมวงผลิตคอนเทนต์ให้แอปสตรีมมิ่งกันหลายคน ค่ายหนังที่ผลิตไว้หลายเรื่องแล้วเจอโควิดมากระทบ จนโรงหนังต้องปิดไป ก็นำมาขายให้แอปฯ กันหลายเรื่อง

ลองดูราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเทียบกับคอนเทนต์

  • Netflix = 99 – 419 บาท/เดือน
  • Disney+ = 49 – 99 บาท/เดือน
  • HBO GO = 149 บาท/เดือน
  • Prime Video = 199 บาท/เดือน

ราคาเดียว 1 เรื่อง 1 ครั้ง แต่เครื่องเสียงจัดใหญ่

  • ตั๋วชมภาพยนตร์ SF = 250 บาท/ 1 ที่นั่ง
  • ตั๋วชมภาพยนตร์ MAJOR = 250 บาท/ 1 ที่นั่ง

(*อ้างอิงจากราคาตั๋วชมภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ที่นั่งและโรงภาพยนตร์รูปแบบปกติ)

ดังนั้น แม้จะมั่นอกมั่นใจกับ Content Is King แต่พอเห็นคอนเทนต์ที่แอปสตรีมมิ่งขนมาแล้วก็ไม่น้อยหน้าเท่าไหร่นัก ประกอบกับสถานการณ์โควิดที่ หลายคนยังไม่กล้าออกจากบ้าน การจะไปดูหนังก็แอบหวั่นใจ พฤติกรรมหลายคนก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มชินกับการอยู่บ้านมากขึ้น แถมเงินทางในกระเป๋าก็หายาก กำลังซื้อลดลงไปอีก

งานนี้คงต้องวัดพลังของโรงภาพยนตร์แล้ว ว่าจุดแข็งที่บรรยากาศการรับชมในโรงหนัง ด้วยจอ IMAX 4K ขนาดเต็มตา เสียงตูมตามระเบิดภูเขาเผากระท่อมด้วยระบบ กับความสงบที่ทำให้มีสมาธิจดจ่อกับหนังได้เต็มที่จะยังดึงดูดใจคอหนังได้มากน้อยขนาดไหน

Advertisement

แล้วคุณละครับคิดว่า โรงภาพยนตร์จะรอดไหมในวันที่แอปฯ สตรีมมิ่งกำลังครองจอ…

เรื่องโดย : กมลธร โกมารทัต

Advertisement