Connect with us

ข่าว

ก.ล.ต. เผยผลศึกษาสถาบันการเงินโลก ชี้ Tokenized Bonds ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน

Published

on

สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษร้องทุกข์ต่อ บก.ปอศ. เอาผิด ยิม เลียก (Mr. Yim Leak) เจ้าของกองทุนที่แท้จริง กรณีเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน VGI ทะลุ 5% แต่ไม่ยอมรายงานแบบ 246-2 ตามที่กฎหมายกำหนด

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ฝ่ายยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยรายงานผลการศึกษาของสถาบันการเงินระดับนานาชาติเกี่ยวกับ Tokenized Bonds หรือพันธบัตรและหุ้นกู้ในรูปแบบโทเคนบนระบบบล็อกเชน (Blockchain) และเทคโนโลยีบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (DLT) ซึ่งพบว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการออกตราสารหนี้ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาดรองได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมตลาดการเงินยุโรป (Association for Financial Markets in Europe: AFME), องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และสถาบันซิตี้ (Citi Institute) ระบุว่า ในปี 2568 ทั่วโลกมีการออก Tokenized Bonds รวมมูลค่าประมาณ 4,710 ล้านยูโร แม้จะคิดเป็นสัดส่วนราว 0.02% ของการออกตราสารหนี้รูปแบบเดิม แต่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลการศึกษาเปรียบเทียบจากธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority: HKMA), ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ชี้ให้เห็นประโยชน์ใน 2 มิติหลัก

มิติด้านประสิทธิภาพและการลดต้นทุน HKMA ระบุว่า ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย (underwriting fees) ของ Tokenized Bonds ปรับลดลงเฉลี่ย 0.22 percentage point (ppt) หรือคิดเป็น 25.8% เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม สอดคล้องกับ BIS ที่พบว่าส่วนต่างค่าจัดจำหน่ายต่ำกว่าประมาณ 0.05 ppt เนื่องจากการแปลงสินทรัพย์เป็นดิจิทัลช่วยลดขั้นตอนและตัวกลาง เช่น นายทะเบียนและผู้ดูแลระบบชำระราคา นอกจากนี้ ต้นทุนการกู้ยืมหรือส่วนต่างผลตอบแทน (yield spread) ยังลดลงเฉลี่ย 0.78 ppt ตามรายงานของ HKMA และลดลง 0.14 ppt ตามรายงานของ ECB เนื่องจากผู้ลงทุนยอมรับผลตอบแทนที่ปรับลดลงได้เมื่อตราสารมีสภาพคล่องสูงขึ้น

มิติด้านสภาพคล่อง ผลการศึกษาของทั้ง 3 สถาบันระบุตรงกันว่า ส่วนต่างราคารับซื้อและราคาขาย (bid-ask spread) แคบลงเฉลี่ย 0.035 ถึง 0.11 ppt คิดเป็น 5.3% ถึง 36.7% เมื่อเทียบกับตราสารหนี้แบบเดิม เนื่องจากการชำระราคา (settlement) ทำได้รวดเร็วและสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา อีกทั้งการแบ่งหน่วยลงทุนเป็นสัดส่วนย่อย (fractionalization) ยังช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างราคาแคบลงถึง 0.072 ppt (percentage points หรือจุดเปอร์เซ็นต์) รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาราคาที่เหมาะสม (price discovery) ในตลาดภาพรวม

Advertisement

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ระบุว่าผลการศึกษาดังกล่าวยังต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างยังมีจำกัดและตลาดอยู่ในช่วงเริ่มต้น สำหรับประเทศไทย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการติดตามพัฒนาการและเตรียมความพร้อมด้านหลักเกณฑ์เพื่อรองรับ ระบบนิเวศหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ (Digital Securities Ecosystem) เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของตลาดทุนไทยสู่ระบบดิจิทัลอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ตาราง: ผลการศึกษาเปรียบเทียบ tokenized bonds กับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในรูปแบบเดิม

ประเด็นHKMABISECB
ด้านประสิทธิภาพ (efficiency gain)
Yield spreadต่ำกว่า 0.78 ppt (23.9%)*ต่ำกว่า 0.14 ppt (40%)*
Underwriting
fee/spread
ต่ำกว่า 0.22 ppt (25.8%)*ต่ำกว่า 0.05 ppt (8.3%)***สูงกว่า 0.04 ppt (9.3%)**
ด้านสภาพคล่อง (liquidity gain)
Bid-ask spreadต่ำกว่า 0.035 ppt (5.3%)*ต่ำกว่า 0.11 ppt (36.7%)*ต่ำกว่า 0.05 ppt (27%)*
ที่มา: HKMA (2566), BIS (2568), ECB (2569)
หมายเหตุ: * มีนัยสำคัญทางสถิติ ** ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ *** ประมาณการจากข้อมูลในรูปแบบกราฟของ BIS (2025) ที่แสดง issuance cost หรือ underwriting spread ที่คิดจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriter) จ่ายให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้กับราคาที่เสนอขายต่อ
ผู้ลงทุน ขณะที่ HKMA และ ECB ใช้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย (underwriting fee)