การเมือง
ผลสำรวจไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ชี้ผู้ใช้สิทธิ 71.77% ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.21 แสนล้านบาท
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลสำรวจโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) พบประชาชนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.77 เข้าร่วมใช้สิทธิ โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมทั่วประเทศรวมกว่า 1.21 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจฐานราก
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 5,465 ราย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ พบว่าผู้ใช้สิทธิส่วนใหญ่นำวงเงินไปใช้จ่ายกับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยหมวดอาหารพร้อมทานมีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 48.22 รองลงมาคืออาหารสดร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและครัวเรือนร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหารร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีร้อยละ 23.97 เครื่องดื่มร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูปร้อยละ 21.02
ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36.96 มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปจัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ร้อยละ 23.00 มีการซื้อสินค้าและบริการในชุมชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนที่นำเงินไปออม ชำระหนี้ เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีขึ้น และลดการก่อหนี้บัตรเครดิต ขณะเดียวกัน ร้อยละ 31.58 ระบุว่าจะกลับไปซื้อสินค้าจากร้านค้าเดิมส่วนใหญ่แม้สิ้นสุดมาตรการ และมีเพียงร้อยละ 0.88 ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อร้านเดิม
สำหรับข้อมูลการดำเนินโครงการ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับสิทธิรวม 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์ 1,192,957 ราย มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 121,848.0 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินร่วมจ่ายจากภาครัฐ 70,054.4 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชน 51,793.6 ล้านบาท โดยยอดการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นผ่านหน้าร้านค้าปกติเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังพบข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิ ทั้งปัญหาการลงทะเบียนไม่ทัน ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ และอุปสรรคด้านเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ไม่รองรับ การใช้งานแอปพลิเคชัน และขั้นตอนการยืนยันตัวตนในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งภาครัฐจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประเมินเพื่อปรับปรุงระบบให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวกำหนดให้ภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
