การเมือง
ประชาธิปัตย์เปิดตัวแพลตฟอร์มส่องรัฐจับตาพิรุธงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เล็งยื่นซักฟอกรัฐบาล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – พรรคประชาธิปัตย์แถลงทิศทางการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี “ส่องรัฐ” มาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสการใช้งบประมาณของภาครัฐ หลังพบข้อสังเกตในโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ Democrat Party เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนาพรรคที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ โดย Democrat Party เตรียมประสานข้อมูลร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันและโครงการใหม่ของรัฐบาลที่นำเรื่องเทคโนโลยีและบัญชีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ปัญหาสำคัญคือการนำบัญชีนวัตกรรมไปเป็นเงื่อนไขในการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการระบบโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้รัฐต้องจัดซื้อในราคาที่สูงเกินจริง ซึ่งข้อมูลจากแพลตฟอร์มส่องรัฐสะท้อนว่ามีกลุ่มบริษัทรายเดิมหมุนเวียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การแข่งขันด้านราคาจำกัดจำเขี่ยอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน
ส่วนกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้ยกเลิกการจัดทำแผนงานโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนั้น เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดในการประกาศยกเลิก แต่โครงการนี้เคยถูกตั้งคำถามจากสังคมมาก่อน เนื่องจากรัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้เงิน แต่กลับไม่มีความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะนำงบประมาณไปขับเคลื่อนอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
สำหรับความคืบหน้าในการกำหนดตัวรัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของรัฐมนตรีบางรายไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย โดยจะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อพิจารณาร่วมกันต่อไป รวมถึงจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดในสมัยประชุมสามัญที่ 2/2569 แม้พรรคจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพียง 21 คนก็ตาม
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เสนอแนวทางออกให้รัฐบาล เช่น การลดต้นทุนพลังงานผ่านการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดการกู้เงิน และข้อเสนอเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ที่มองว่าจะสามารถสร้างโอกาสให้พื้นที่ภาคใต้ได้มากกว่าการใช้งบประมาณในลักษณะปัจจุบัน
