Connect with us

การเมือง

นักวิชาการ มธ. หนุนรองนายกฯ ทบทวนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ ปฏิรูปทั้งระบบแก้ปัญหาคนล้นงาน

Published

on

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีที่สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลดจำนวนข้าราชการ พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ในการรื้อใหญ่และทบทวน ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ ไทยทั้งระบบ เพื่อให้การวางแผนบุคลากรในระยะยาวสอดคล้องกับภาระงานจริงของแต่ละหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแก้ไขปัญหางานล้นคนหรือคนล้นงานได้อย่างตรงจุดยั่งยืน

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ สำนักงาน ก.พ. ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เนื่องจากเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐที่ขาดการเอาใจใส่มานานกว่า 10–20 ปี แต่หากต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว ควรปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์กำลังคนทั้งระบบ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่ตรงกับปริมาณงานจริง โดยได้นำเสนอ 3 แนวทางหลักในการปฏิรูปครั้งนี้

แนวทางแรก สำนักงาน ก.พ. ควรนำข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนเพื่อความเหมาะสมกับสภาพการณ์จริง เนื่องจากที่ผ่านมามักมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น ระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพเชิงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ที่อาจต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคต จนทำให้บางหน่วยงานเผชิญปัญหางานล้นคนขณะที่บางแห่งกลับมีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

แนวทางที่สอง รัฐบาลและสำนักงาน ก.พ. ไม่ควรเลือกใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวมาบังคับใช้กับทุกหน่วยงานในลักษณะแบบตัดเสื้อโหล เช่น การบังคับใช้แผนเกษียณก่อนกำหนดกับทุกภาคส่วนแต่ละเลยการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เพราะอาจเป็นการแก้ปัญหาคนล้นงานในบางหน่วยงาน แต่จะไปซ้ำเติมปัญหางานล้นคนให้หนักขึ้นในหน่วยงานที่กำลังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสาธารณสุข

Advertisement

แนวทางที่สาม ภาครัฐจำเป็นต้องแบ่งบทบาทหน้าที่หลักระหว่างราชการส่วนกลางที่มี 20 กระทรวง 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาคใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นอีกประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน ไม่ทับซ้อนกัน เนื่องจากปัจจุบันมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แต่หน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาคยังคงมีขนาดเท่าเดิม ทำให้เกิดภารกิจจัดบริการสาธารณะที่ทับซ้อนกันและต้องการบุคลากรในลักษณะเดียวกันมาทำงานซ้ำซ้อนกัน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

รศ. ดร.วสันต์ กล่าวต่อไปว่า หากท้ายที่สุดไม่มีการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐทั้งระบบและเลือกทำเพียงมาตรการเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยที่สุดก็ควรนำข้อมูลภาพรวมมาพิจารณาเพื่อเอื้อต่อการลงรายละเอียดในแต่ละหน่วยงาน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้ พร้อมทั้งระบุว่า ปัจจุบันหลายหน่วยงานต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนคนจนต้องใช้งบประมาณของตนเองเพื่อจ้างข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งหากภาครัฐจะให้ใช้วิธีการนี้แก้ปัญหาต่อไป ก็ควรมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานต้องดิ้นรนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

Advertisement
Continue Reading
Advertisement